กิ๊ก

ฮิมิโตะ ณ เกียวโต

TOC.html

TABLE OF CONTENTS

 


เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว เพื่อนของฉันคนหนึ่งเคยปรารภแกมขอความเห็นจากฉันว่า โลกเรานี้มีคำศัพท์สำหรับอธิบายพฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์เราไม่เพียงพอ เธอเชื่อว่า อารมณ์ ความรู้สึก และความปรารถนาของคนเรานั้นไม่เพียงแต่ละเอียดอ่อน แต่ละเอียดลออ หลากหลาย แต่ด้วยความจำกัดของ การจัดประเภท และชื่อเรียกแบบแผนพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้มนุษย์มองข้าม หลงลืม หรือจำต้องจับตัวเองยัดลงไปในคำจัดความ ชื่อเรียกพฤติกรรมหรือแบบแผนอันใดอันหนึ่งที่มีอยู่ ไม่ว่าจะโดยความสบายใจหรืออึดอัดใจก็ตาม ทั้งนี้เธอยกตัวอย่างให้ฉันซึ่งกำลังฟังอย่างงงๆว่า เช่น เรามีคำเรียกความสัมพันธ์ของคนว่า “เป็นเพื่อน” “เป็นแฟน” “เป็นคนที่กำลังศึกษากันอยู่” “เป็นคนรัก” “เป็นสามี” “เป็นภรรยา” “เป็นชู้” แต่ไม่ยักมีคำศัพท์ที่ใช้เรียกหรืออธิบายความสัมพันธ์ที่อยู่ระหว่างความเป็นเพื่อนกับความเป็นแฟน เธอบอกว่า เธอเชื่อว่าในโลกนี้มีความรู้สึกเช่นนี้อยู่ นั่นคือความรู้สึกลึกซึ้งที่เรามีต่อคนๆหนึ่งไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันกับเราหรือต่างเพศ ความลึกซึ้งอันนี้หวามไหวเกินกว่าที่จะเป็นเพื่อน ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่อย่างที่จะเป็นคนรัก ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นคนที่เราอยากใช้ชีวิตด้วยในฐานะคู่ชีวิต แต่เป็นคนพิเศษ เป็นความรู้สึกที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นเพื่อนกับความเป็นแฟน


เมื่อไม่มีชื่อเรียกความสัมพันธ์ที่ว่านี้ หากเมื่อใดที่เราเกิดความรู้สึกดังว่ากับใครสักคน เราจึงต้องรีบลบความรู้สึกนั้นออกไปโดยอัตโนมัติ (เพราะเราไม่รู้ว่ามันมีความสัมพันธ์เช่นนี้อยู่ในโลก) แล้วรีบจัดยัดเขาเข้ามาอยู่ในข่ายของความเป็นเพื่อน หรืออีกทีก็จับยัดเข้ามาเป็นแฟน เพื่อที่จะอึดอัดว่า เอ๊ะ ไม่ใช่นี่หว่า แล้วต้องเลิกกันไปในที่สุด


เพื่อนของฉันสรุปแบบชุ่ยๆว่า เสรีภาพของเราถูกขอบเขตให้จำกัดตามจำนวนคำที่เรามีใช้นั่นเอง แล้วเธอก็ตบท้ายพร้อมทำเสียงละห้อยว่า “น่าเสียดายเนอะ อย่างอะไรที่อยู่ระหว่างเพื่อนกับแฟนเนี่นะ มันต้องมีสิ แต่มันดันไม่มีชื่อเรียกไง”


ฉันนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทันทีเมื่อได้รู้จักคำว่า “กิ๊ก” เป็นครั้งแรก แล้วแอบตะโกน “ฮูเร!” ขึ้นมาในใจ ไม่รู้ว่าเพื่อนลืมเรื่องที่เราเคยหารือกันเมื่อสิบปีที่แล้วได้หรือไม่ แต่อยากจะบอกเพื่อนคนนั้นว่า “นี่ไงเธอ ที่เธอเคยแอบเสียใจว่า คำศัพท์ที่เรามีใช้อยู่ตอนนี้มันไม่พอที่จะอธิบายความซับซ้อนของความสัมพันธ์ของมนุษย์ ตอนนี้วัยรุ่น กลุ่มคนที่ฉลาดที่สุด สร้างสรรค์ที่สุดในสังคม เขาประดิษฐ์คำขึ้นมาเรียกความสัมพันธ์อันนี้แล้ว เค้าเรียกว่า กิ๊ก”


เมื่อมีคำเรียกความสัมพันธ์หรือความรู้สึกอย่างนี้แล้ว จึงเปิดโอกาสให้คนจินตนาการถึงการมีอยู่ของความสัมพันธ์แบบนี้ได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นคนสมัยใหม่ นอกจากมีเพื่อน มีแฟน หรือมีคนรักแล้วก็ย่อมมี “กิ๊ก” พ่วงเข้ามาในชีวิตอีก ที่น่าสนใจคือ กิ๊กมีได้มากกว่าหนึ่ง แต่คงไม่มากพร่ำเพรื่อเหมือนการมีเพื่อนที่เราจะไปแอบอ้างเป็นเพื่อนใครหรือมีใครเป็นเพื่อนก็ได้ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรกับการจะเรียกใครสักคนที่เรารู้จัก(มากหรือน้อยไม่รู้)ไปพลางๆว่า “เพื่อน” แต่ “กิ๊ก” เป็นอะไรที่ซีเรียสกว่านั้นนิดหน่อย เพราะฉะนั้นจะไปสุ่มสี่สุ่มห้าเรียกใครว่าเป็น “กิ๊กของชั้น” ย่อมไม่ได้


และเนื่องจากคำว่า “กิ๊ก” เพิ่งจะเกิดขึ้นได้ไม่นานในสังคม อีกทั้งชีวิตของฉันก็อยู่ไกลจากสังคมของ “คนรุ่นใหม่” ฉันรู้รายละเอียดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “กิ๊ก” น้อยมาก แต่รับรู้ ซึมซับ ทำความเข้าใจจากสิ่งที่เห็นจากคนรอบข้าง หรือ เรื่องเล่าปะติดปะต่อจากคนนั้นคนนี้ที่อยู่รอบๆตัว ก็ได้อนุมานเอาเองว่า “กิ๊ก” เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างยืดหยุ่น และยังไม่มีแบบแผนกฏเกณฑ์ตายตัวที่จะไปตรึงว่า หน้าที่ของกิ๊กที่ควรมีต่อกันมีอะไรบ้าง ถ้าบกพร่องเรื่องใดจึงจะหมดสภาพหรือควรถูกถอดถอนออกจากการเป็นกิ๊ก ความเป็น “กิ๊ก” จึงค่อนข้างส่วนตัว เป็นเรื่องราวและเป็นข้อตกลงระหว่างกิ๊กแต่ละกิ๊ก ดังนั้นจึงเป็นความสัมพันธ์ที่สังคม รัฐ และศาสนา ยังไม่เข้ามาก้าวก่ายแทรกแซง ในอีกด้านหนึ่งมันจึงยังเป็นความสัมพันธ์ที่มีอิสระในตัวเองอยู่มาก เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ค่อยได้ยินใครมาบ่นว่า คนๆนั้นเป็นกิ๊กที่ไม่ดี หรือเป็นกิ๊กที่ใช้ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะมันยังไม่มีมาตรฐาน “สากล” ที่มากำหนดคุณสมบัติของกิ๊กที่จะเข้ามาครอบงำความคิดของเราให้หันเหไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งจนเหมือนกันไปหมด ไม่เหมือนความสัมพันธ์ของเพื่อน แฟน ที่ค่อนข้างชัดเจน ไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์แบบผัวเมียที่โครตชัดเพราะมีกฏหมายมากำกับรับรองด้วยซ้ำไป เช่น ถ้าผู้ชายคนหนึ่งบกพร่องในเรื่องการหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้ในทันทีและโดยอัตโนมัต


แต่ข่าวเกี่ยวกับ “กิ๊ก” อันเนื่องมาจากกผลการวิจัยของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเร็วๆนี้ทำให้ฉันเห็นว่า สถาบัน “กิ๊ก” กำลังจะก่อเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น อย่างน้อยการออกไปสัมภาษณ์และระบบระเบียบการทำวิจัยได้เข้าไปแยกแยะ จัดประเภท อธิบาย จำกัดความ หรือพูดให้ง่ายที่สุดคือได้ไปจัดระเบียบ “กิ๊ก” ให้ชัดเจนเป็นระบบขึ้น ผลอันสำคัญที่ตามมาคือ การลดทอนความกำกวม ลื่นไหลของ “กิ๊ก” เช่นการไปกำหนดบทบาทของกิ๊กโดยการประมวลจากบทสัมภาษณ์ว่า “กิ๊กต้องรู้สถานะของตนเอง และต้องเจียมตัวว่าอยู่ตรงไหน ห้ามเรียกร้อง กิ๊ก คือคนที่เราใส่ใจมากกว่าเพื่อน แต่ไม่ได้คิดกับเขาแบบแฟน คือไม่รู้สึกพิศวาส ไม่อยากมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วย” (มติชนรายวัน, วันที่ 13 มกราคม 2547)


พูดให้เวอร์ที่สุดได้ว่า การทำวิจัยครั้งนี้ เป็นการใช้อำนาจ (ของความรู้และระบบระเบียบวิธีวิจัยชุดหนึ่งทางสังคมศาสตร์)เข้าไปแทรกแซง ความสัมพันธ์แบบ“กิ๊ก” และไม่แน่ใจเลยว่า จากอำนาจทางความรู้ ต่อไปจะมีอำนาจรัฐ อำนาจศาสนาตามเข้ามาแทรกแซงอีกเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดอาจเกิดการสถาปนาสถาบัน “กิ๊ก” ขึ้นมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็เป็นได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงจะน่าเสียดายมาก เพราะมันทำให้สถานภาพอันกำกวม ลื่นไหล อันก่อให้เกิดเสรีภาพอย่างไม่มีขีดจำกัดของการมีและเป็น “กิ๊ก” ถูกทำลายลงไปอย่างสิ้นเชิง ถึงตอนนั้นเราเสียเวลาหาคำใหม่ๆ มาใช้กันอีก


อันนี้ฉันคิดไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคนเฟื่องและเพี้ยน


มีเพื่อนบางคนให้ความเห็นว่า “กิ๊ก” เป็นเพียงข้อแก้ตัวของการมีชู้หรือการนอกใจคู่ของตน กิ๊กคือการพาสเจอร์ไรซ์ “ชู้” ซึ่งดูเป็นคำที่รุนแรง และเป็นพฤติกรรมที่เลวทรามเหลือทนให้เหลือเพียงอาการ “กุ๊กกิ๊ก” น่าเอ็นดู คำว่า “ชู้” นั้นคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นกาม บ่งบอกถึงอาการเห็นผิดเป็นชอบ ขาดความรับผิดชอบและความยับยั้งชั่งใจ แต่คำว่า “กิ๊ก” ให้กลิ่นที่สดชื่นเหมือนดอกไม้เพิ่งบาน ไม่เป็นพิษไม่เป็นภัย ทั้งไม่แสลงศีลธรรม ดังนี้แล้ว ฉันเห็นว่า “กิ๊ก” เป็นความจำเป็นของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย


การมีความสัมพันธ์กับคนที่มิใช่คนรัก มิใช่แฟน หรือ ภรรยานั้น สำหรับผู้ชายไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทั้งไม่เรียกว่า “มีชู้” หากผู้ชายคนไหนมี “ชู้รัก” เป็นตัวเป็นตนก็อาจเรียกว่าเป็นการมี “เมียน้อย” ไม่ว่าเขาจะรับผิดชอบ เลี้ยงดูเธอในฐานะเมียหรือไม่ก็ตาม แต่สังคมก็มักอนุโลมเรียกไปตามนั้น แต่หากไม่ใช่ชู้รักที่คบกันยาวนานเป็นแต่เพียงความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราว เราก็เรียกอาการนี้ของผู้ชายว่าเป็นเพียงการหาเศษหาเลยนอกบ้าน หรือเป็นการสนุกด้วยกันระหว่างชาย-หญิง ไม่มีอะไรต้องคิดมาก ผู้ชายที่มีแฟนแล้ว หรือมีเมียแล้วนั้น ยังสามารถมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นๆได้อีกอย่างไม่มีขีดจำกัดโดยไม่ต้องรู้สึกผิด (ในเงื่อนไขที่ไม่ให้ภรรยารู้ หรือยังเลี้ยงดู รับผิดชอบครอบครัวอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง หรือไม่ได้ยกย่องหญิงอื่นให้อยู่ในตำแหน่งทัดเทียมกับเมียที่บ้าน) เมื่อเป็นเช่นนี้ อาการ “กิ๊ก” จึงไม่ค่อยจำเป็นนักสำหรับผู้ชาย


แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่อึดอัดกับการอยู่ในระบบผัวเดียวเมียเดียว และคงเป็นเวลานานมาแล้วที่ผู้หญิงจำนวนหนึ่งมีผู้ชายอื่นๆที่ไม่ใช่สามีของตนเองอย่างลับๆ ทั้งทำลงไปด้วยความรู้สึกผิด และไม่รู้สึกผิด และคงมีอีกเป็นจำนวนมากที่อยากมีชายอื่นที่มิใช่สามีแทบขาดใจ แต่ยังไม่สามารถทำใจแบกรับความรู้สึกผิดที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปรากฏการณ์ “กิ๊ก” ระบาดออกจากกลุ่มวัยรุ่นไปสู่กลุ่มผู้ใหญ่วัยที่แต่งงาน มีลูกมีเต้า คำว่า “กิ๊ก” อาจกลายเป็นประตูที่เปิดให้ผู้หญิงหลีกหนีความจำเจอันเกิดจากการมีผู้ชายคนเดียวในชีวิตได้โดยไม่ต้องถูกประณามว่า “มีชู้” เสมอไป เพราะคำว่า “กิ๊ก” นั้นยังไม่ชัดเจนว่า หมายรวมไปถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วยหรือไม่ บางทีกิ๊กอาจหมายเพียงความโรแมนติกที่หาไม่ได้แล้วจากสามีที่อยู่ด้วยกันมานับสิบปี


ในที่สุด “กิ๊ก” อาจไม่ใช่เพียงข้อแก้ตัวของการมีชู้ แต่เป็นการเปิดพรมแดนใหม่ของความสัมพันธ์ที่ช่วยพยุงภาระของสถาบันครอบครัวอันหนักอึ้งและตายตัวให้ผ่อนคลายและ เบาบางลง แต่ไม่ว่า “กิ๊ก” จะเป็นอะไรก็ตามในเวลานี้ที่ความหมายของมันยังสามารถลื่นไหล กำกวม เปิดโอกาสให้คนมากมายได้ทดลอง “กิ๊ก” และนิยามความเป็น “กิ๊ก” ของตัวเอง ฉันดีใจว่า อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่อยู่ระหว่างความเป็นเพื่อนและคนรักที่เคยเป็นความลี้ลับสำหรับเรามานานได้มีโอกาสเปิดเผยตัวให้เราเห็นและทดลอง ไม่ว่ามันจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม

Himito na Kyoto is a pen name of Lakkana Punwichai, a Thai columnist who writes for magazines and weekly newspapers about food, sex, and politics. Her lastest book is a cookbook for people who live alone. This essay first appeared in Siamrath Weekly in 2004. It was translated from the Thai by Somjit Jirananthiporn.

Kyoto Review of Southeast Asia Issue 8/9 (March/October 2007)
©Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University

Kyoto Review of Southeast Asia Issue 8/9 (March/October 2007)