โป๊แล้วจ้า
ฮิมิโตะ ณ เกียวโต
ฉันค่อนข้างเชื่อว่า กระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทยแลนด์ต้องมีงานทำที่ลึกซึ้ง ซับซ้อน และหลากหลายกว่าการไล่แบนฉากโป๊ในหนัง, ไล่ตรวจจับว่ามีหนังแผ่นเรื่องใดเข้าข่ายยั่วยุกามารมณ์หรือมีนางแบบคนไหนโป๊เกินไปในหน้าปกนิตยสาร แต่บทบาทและผลงานของกระทรวงวัฒนธรรมที่ประชาชนได้รู้ได้เห็นผ่านสื่อต่างๆทุกวันนี้กลับจำกัดอยู่แค่บทบาทของความพยายามที่จะทำให้วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่ปราศจากเซ็กส์ เพราะพวกเขาเชื่อว่านั่นจะทำให้วัฒนธรรมของเราเป็นวัฒนธรรมที่สะอาด หมดจด งดงาม และเป็นวิธีเดียวที่จะกอบกู้เอาวัฒนธรรมไทยที่แท้กลับคืนมาได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้คนเหล่านี้เชื่อนักเชื่อหนาว่า ไม่มีเซ็กส์เสียอย่างโลกนี้จะใสสะอาดวาววับขึ้นมาทันตาเห็น และไม่รู้เหมือนกันว่า อะไรที่ทำให้คนเหล่านี้เชื่อกันนักหนาว่า ถ้าไม่มีรูปโป๊ และหนังสือโป๊ จะไม่การข่มขืน จะไม่เพศสัมพันธ์ในวัยเรียน
เหตุผลซ้ำซากที่กระทรวงวัฒนธรรม หรือ คุณระเบียบรัตน์ออกมาให้กับสังคมคือ เรามีความจำเป็นต้องรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของเราไว้ ขณะนี้เยาวชนกำลังตกเป็นทาสของอิทธิพลของตะวันตก ตกอยู่ในอิทธิพลของสื่อที่ชั่วร้าย (เช่น นิตยสารผู้หญิงที่มักมีภาพเซ็กซี่, หนังที่บทรักโจ๋งครึ้ม ฯลฯ) เราต้องหยุดยั้งสกัดกั้นความชั่วร้ายเหล่านี้ ไม่ให้มาแผ้วพานสังคมไทยที่เคยสงบงดงาม อยู่กันมาร่มเย็นเป็นสุขมานับร้อยๆปี
ข้ออ้างเรื่องจะถนอมรักษาวัฒนธรรมไทยอันดีงามนั้นไม่เพียงแต่จะชวนให้หาเรื่องคิดได้ต่อไปว่า “เอ๊ะ มึงคิดว่ามึงดีอยู่คนเดียวในโลกหรือไง?” แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามว่าวัฒนธรรมอันดีงามของเรานั้นทำไมถึงน่าเป็นห่วง ทำไมถึงดูอ่อนแอ ไม่มีภูมิคุ้มกันในตัวเอง (ต้องมีผู้ปกครองอย่างกระทรวงวัฒนธรรมมาอ้าขาผวาปีกปกป้องคุ้มภัย มดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม) หรือ เรากำลังเห็นว่าวัฒนธรรมไทยของเราเป็นลูกสาวที่ทั้งสวย ทั้งดี ทั้งเรียบร้อย อยู่ในโอวาท ไร้เดียงสา อ่อนต่อโลก กระทรวงวัฒนธรรมอันเป็นตัวแทนของรัฐบาลนั้นคือ พ่อ-แม่ ที่รู้สึกว่าตัวเองต้องปกป้องลูกสาวแสนซื่อ บริสุทธิ์คนนี้เอาไว้สุดชีวิต
แต่กระทรวงวัฒนธรรมไม่ใช่พ่อ-แม่ และวัฒนธรรมไทยก็ไม่ใช่อะไรที่ซื่อใสไร้เดียงสา ไม่ใช่หญิงสาวนุ่งซิ่นไหม ห่มสไบ ยืนไหว้แต้ ส่งยิ้มสยามอย่ที่ป้ายโฆษณาการท่องเที่ยวประเทศไทย วัฒนธรรมไทยมีตั้งแต่โขน ลิเก ลำตัด โนรา ละครซอพื้นเมือง มีไก่ชน มีชนควาย มีผีปู่ย่า มีนักเลง มีโจร มีส้มตำ มีโทรศัพท์มือถือสาธารณะโทรทั่วไทยนาทีละสองบาท มีผักบุ้งลอยฟ้า มีเด็กขายพวงมาลัย มีเวบpantip และอื่นๆอีกมหาศาล เพราะสังคมไทย ไม่ได้มีแค่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต ขอนแก่น คนไทยก็มีตั้งแต่ชาวบ้าน ชาวนา ชาวสวนข้าราชการ คนบ้า คนเร่ร่อน ศิลปิน มีคนไทยที่ดำ คนไทยที่ขาว คนไทยภูเขา คนไทยที่เป็นชาวเล คนไทยมุสลิม ซิกข์ ฮินดู และอีกสารพัดเกินจะจาระไนย แต่เราไม่ได้ปฏิเสธว่า เขาทุกคนไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย แต่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมไทย เป็นผู้ที่มีส่วนสร้างพลวัต ขับเคลื่อนชีวิตของวัฒนธรรมไทยที่เราเห็น เราเป็น อย่างทุกวันนี้ และแน่นอนว่าวัฒนธรรมไม่ว่าจะไทยหรือไม่ไทย จะเป็นจีน จะเป็นญี่ปุ่น จะเป็นอูเบกิสถาน มันคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะจิต ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลง แต่มีเกิด มีตาย มีสูญหาย แตกดับเหมือนสิ่งอื่นๆในโลกนี้ ที่สำคัญ กระทรวงวัฒนธรรมต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ตนไม่ได้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมไทย ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิที่จะบอกประชาชนไทยว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรต้องฟัง ต้องดู อะไรห้ามฟัง ห้ามดู ยุคสร้างชาติก็สร้างกันจบสิ้นไปแล้ว หรือ กระทรวงวัฒนธรรมอยากให้เรากลับไปอยู่เรือนไทยริมน้ำ ไพร่ มีทาส มีผู้หญิงนั่งตีขิมทิงนองนอย เพราะเห็นโหยหาสยามเมื่อวันวานยังหวานอยู่กันเสียเหลือเกิน
ยิ่งกว่านั้น อาการโหยหาอดีตสมัยบ้านเมืองยังดีนั้นชวนให้ตั้งคำถามต่อไปอีกว่า เอ...สมัยบ้านเมืองยังดีนั้น เราเป็นสังคมที่ปลอดเรื่องเพศจริงหรือ บทอัศจรรย์ฝนตกฟ้าร้องในวรรณคดีไทย ภาพการร่วมเพศ หรือ การหยอกล้อเรื่องเพศในจิตรกรรมฝาผนัง ไม่นับใบลานจารึก how to ว่าด้วยการร่วมเพศต่างๆนาๆที่อยู่ในวัด ไม่นับเรื่องรักๆ เลิกๆ เรื่องฉุดคร่า คดีข่มขืนก็ปรากฏหลักฐานทางเอกสารให้เห็นอยู่ว่ามีมาตั้งแต่สมัยยังใช้กฏหมายตราสามดวง มีคดีข่มขืนโดยไม่ต้องมีหนังสือโป๊ หรือ หนังแผ่นสุดฉาวในสายตากระทรวงวัฒนธรรมนั่นแหละ
นึกถึงคำถามสารพัดสารพันเรื่องนี้ขึ้นมาอีกหลังจากที่มีกรณีถกเถียงกันเรื่องปกนิตยสารอิมเมจฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีบัตรมินิวีซ่าของธนาคารกรุงไทยปรากฏอยู่ในฐานะที่เป็นเครื่องประดับกายของนางแบบด้วย สิ่งที่น่าสนใจมากในการถกเถียงและการออกมาชี้แจงของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่จะออกมาพูดในประเด็นเรื่อง ความโป๊ ความไม่เหมาะสม ความไม่งาม เป็นภาพยั่วยุกามารมณ์ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชน เลยเถิดกว่านั้นถึงขั้นโยงไปเรื่องการแก้ผ้าเป็นสัญลักษณ์ของการโกอินเตอร์
อาการโวยวายเรื่องหน้าปกนิตยสารอิมเมจยิ่งชวนให้กลุ้มใจ เพราะการที่เห็นภาพถ่าย หรือภาพวาดที่ปราศจากเสื้อภาพทุกภาพว่าคือภาพอนาจาร กระตุ้นกามารมณ์นั้น มันยิ่งแสดงให้เห็นว่า คนพูดไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับกามารมณ์เอาเสียเลย แถมยังเป็นการประจานให้เห็นว่า คนพูดมีจินตนาการที่อุจาดเกินเลยจากภาพถ่ายไปมาก เพราะภาพนายแบบนางแบบคู่นั้น เป็นภาพที่ถูกรีทัชเสียเกลี้ยงเกลา ดูไกลๆ เหมือนรูปปั้นหินแข็งๆมากกว่าจะตั้งใจแสดงกามารมณ์ที่เบ่งบานออกมาจากเนื้อหนัง หน้าตาของนายแบบนางแบบก็ไม่ได้แสดงความหื่นกามอะไรออกมาสักนิดเดียว ทั้งคู่ทำหน้านิ่งๆ เฉยๆ เหมือนคนใส่เสื้อผ้ายืนกอดกัน ธรรมด๊า ธรรมดา การกอดกันโดยปราศจากความหื่นนั้น จะใส่ผ้าหรือแก้ผ้า มันก็ไม่มีอะไรต่างกัน ตรงกันข้าม ถ้าต้องการถ่ายภาพให้ดูหื่น ต่อให้ใส่เสื้อปิดกระดุมคอทุกเม็ด จะกอด หรือไม่กอด จะยืนใกล้ยืนไกล จะยืนเดี่ยวยืนหมู่ ความหื่นมันก็ต้องฉายประกายออกมาจากสีหน้า แววตา ท่าทางอย่างชนิดที่ดูปุ๊บก็ต้องหื่นปั๊บ ภาพโฆษณาบางชิ้นที่นายแบบนางแบบใส่เสื้อผ้าครบครันดูแล้วชวนหื่นกว่าภาพปกแก้ผ้าของอิมเมจเล่มนี้หลายเท่า แต่ไม่เห็นมีใครเดือดร้อน ทั้งนี้ เพราะคิดกันง่ายๆเพียงว่า แก้ผ้าเท่ากับอานาจาร ยิ่งไปกว่านั้นความหื่นก็ไม่ใช่ธรรมชาติล้วนๆ เพราะรูปผู้หญิงเชิดหน้า ทำปากเผยอนิดๆ ทำตาหรี่หน่อยๆที่พวกเราคิดว่า “หื่นชะมัด” นั้น เอาไปให้คนที่ปาปัวนิวกีนีดูเขาอาจจะไม่เห็นมันหื่นเลยก็ได้ เพราะเขาอาจจะหื่นตอนที่เห็นผู้หญิงในเผ่าทาน้ำมันมะพร้าวทั้งตัวมันแผล็บ (อันนี้สมมุติให้ฟัง เพราะความเซ็กซี่ของแต่ละวัฒนธรรมนั้นไม่เหมือนกันแน่ๆ)
ส่วนความคิดที่ว่า กามารมณ์เป็นสิ่งที่ ต้องกดเก็บ ปกปิด มิบกินเม้มกิน ต้องมืด ต้องเงียบ ต้องไม่มีการกระตุ้นยั่วยุให้มันคุโชน ร้อนรุ่มนั้น ก็เป็นเพราะวิถีการผลิตของระบบทุนนิยมที่กลัวว่า หากคนมัวแต่ไปเอนจอยเซ็กส์กันอย่างไม่บันยะบันยังเศรษฐกิจก็ฉิบหายกันพอดี เพราะจะไม่มีใครตั้งอกตั้งใจทำมาหารับประทาน มนุษย์ในฐานะที่เป็นทรัพยากรบุคค ในฐานะหน่วยการผลิตหนึ่งก็จะหย่อนประสิทธิผลในการผลิต ดังนั้น จึงพยายามทำให้ความหมายของเซ็กส์ และกามารมณ์ เหลือเพียงการทำลูก หรือ อีกนัยหนึ่งคือ การสืบทอดการผลิตทรัพยากรบุคคลเจนเนอเรชั่นต่อไป
แต่อะไรๆดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะในสังคมที่ยิ่งเคร่งครัดเรื่องเพศมากเท่าไร ก็ดูเหมือนว่าคนจะพยายามพูดเรื่องเพศมากเท่านั้น ยิ่งกามารมณ์เป็นของบัดสีบัดเถลิงมากเท่าไรคนก็ยิ่งอยากดู อยากลิ้มลอง เพราะของต้องห้ามมันเร้าใจ ในสมัยที่ผู้หญิงสยาม ผู้หญิงล้านนา เปลือยอกเดินกันโทงเทงหลากเต้าหลากขนาดและสีสันนั้น นมก็ไม่ใช่อวัยวะที่เร้าใจอะไรนักหนา ก็เพราะเห็นมัดกวัดไกวอยู่ตรงหน้าทุกวี่วัน จนเมื่อมันถูกปิดๆเปิดๆ ถูกทำให้วับๆแวมๆนั่นเองที่นมกลายเป็นสิ่งเร้าใจขึ้นมา แล้วผู้หญิงก็ต้องเรียนรู้ที่จะเปิดและปิดนมของตัวเองให้ถูกกาละเทศะ
สังคมไทยสมัยใหม่ก็คงเป็นสังคมที่เก็บกดเรื่องเพศกันอย่างนี้เอง เก็บกดกันอย่างชนิดต้องปิดหูปิดตากับเรื่องเพศกันเสียจนสติปัญญาก็พลอยสั้นด้วนขนาดที่เห็นใครแก้ผ้าก็คิดได้เพียงเรื่องเดียวคือเรื่อง “หื่น” และขนาดที่เห็นบัตรเครดิตประกาศยี่ห้อหราห้อยโตงเตงอยู่ตามเนื้อตัวนางแบบ ก็ไม่มีใครคิดตั้งคำถามกับการฉวยโฆษณาในพื้นที่ ที่ไม่ได้อยู่ในการรับรู้อย่างเป็นทางการของผู้บริโภคว่านี่คือเนื้อที่โฆษณา นั่นคือปกหนังสือ ยิ่งกว่านั้น บางกระแสเสียงซึ่งออกมาประณามการใช้ผู้หญิงในฐานะที่เป็นวัตถุทางเพศ ยังออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงห่วงในศักดิ์ศรีของธนาคารในแง่ที่ว่า บัตรเครดิตจะกลายเป็นบัตรคาวเมื่อต้องมาป้วนเปี้ยนอยู่ตรงบริเวณจิ๋มของนางแบบ ตกลงเราเลยไม่รู้ว่าผู้พูดยกย่องผู้หญิงหรือดูถูกผู้หญิงกันแน่ เพราะฟังๆดูแล้ว คุ้นๆ คลับคล้ายคลับคลากับความคิดประเภท เป็นผู้ชายห้ามลอดราวตากผ้าถุงเพราะเป็นของต่ำอะไรทำนองนั้น
แต่มองโลกในแง่ดีว่า ผู้พูดอาจจะยกย่องผู้หญิงจริงๆก็ได้ เพราะตระหนักว่า อำนาจจากอวัยวะส่วนนั้นของผู้หญิงมัน “แรง” จริง ขืนไปป้วนเปี้ยนยุ่มย่าม หรือ เอาของอะไรที่สำคัญๆอย่างบัตรเครดิตไปแขวนไปใกล้ๆกับอวัยวะดังว่าแล้วละก็ “ของ” ที่ว่านี้ อาจถึงแก่กาล “เสื่อม” เลยก็เป็นได้
Himito na Kyoto is a pen name of Lakkana Punwichai, a Thai columnist who writes for magazines and weekly newspapers about food, sex, and politics. Her lastest book is a cookbook for people who live alone. This essay first appeared in Siamrath Weekly in 2005. It was translated from the Thai by Michael Crabtree.
Kyoto Review of Southeast Asia Issue 8/9 (March/October 2007)
©Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University
Kyoto Review of Southeast Asia Issue 8/9 (March/October 2007)