การเจรจาที่หลากหลายในหัวข้อและขอบเขตความร่วมมือที่กว้างขวางขึ้นภายใต้กรอบอาเซียน โดย


Wang Xinsheng

volume 10

THIS ISSUEKyotoreviewvol10.htmlhttp://www.kyotoreviewsea.org/Issue_10/TOC.htmlshapeimage_1_link_0
CSEAShttp://www.cseas.kyoto-u.ac.jp/index_en.htmlhttp://www.cseas.kyoto-u.ac.jp/index_en.htmlshapeimage_2_link_0

NEWS

ARCHIVESArchives.htmlhttp://livepage.apple.com/shapeimage_3_link_0

PDF

COMMUNITYhttp://www.kyotoreviewsea.org/cmshttp://www.kyotoreviewsea.org/cms/shapeimage_4_link_0
 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มีความใกล้ชิดและความถี่มากขึ้น พัฒนาการของกลไกอาเซียนสำหรับความร่วมมือในภูมิภาคนี้ได้เพิ่มโอกาสที่หัวข้อที่หลากหลายมากขึ้นจะถูกบรรจุเป็นวาระในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน การประชุมสุดยอด รวมทั้งการประชุมและสัมมนาเฉพาะด้านที่อาเซียนให้การสนับสนุนในหลายสาขา พัฒนาการนี้ทำให้กรอบความร่วมมือในภูมิภาคขยายขอบเขตจากการเมือง เศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคง ไปสู่ประเด็นด้านการบริหารและการกำกับดูแลกิจการที่ดีในภูมิภาคที่ครอบคลุม และเกี่ยวข้องกับมิติทางสังคมรอบด้าน ประเด็นปัญหาทางสังคมบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ได้กลายมาเป็นปัญหาร่วมของนานาประเทศ ที่เกินความสามารถของประเทศใดประเทศหนึ่งจะแก้ไขแต่เพียงลำพัง ในสถานการณ์เช่นนี้ การประสานสัมพันธ์ที่มั่นคงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศในภูมิภาคนี้จะเป็นทั้งแรงผลักและเวทีให้ร่วมกันทาหางแก้ปัญหา และศึกษากระบวนการการกำกับดูแลกิจการที่ดีร่วมกัน และยังจะช่วยให้องค์กรและหน่วยงานความร่วมมือในระดับภูมิภาคปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


จากการทบทวนกลไกการเจรจาและหัวข้อในวาระขององค์กรระหว่างรัฐบาลที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 เราพบว่าความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังขยายไปสู่ด้านอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากกรอบความร่วมมือดั้งเดิม และให้ความสำคัญกับกับประเด็นใหม่ ๆ ดังต่อไปนี้


ความอยู่รอดของมนุษย์และการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากร

สิ่งแวดล้อม

ในกระบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ประเทศที่กำลังพัฒนามักถูกล่อใจให้แสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยไม่ใส่ใจกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม ประเทศเหล่านี้อาจประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาจนถึงระดับหนึ่งแล้ว สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงจะกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาต่อไป ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและสอดประสานกัน เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว เนื่องจากแต่ละประเทศมีมาตรฐานการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและบทลงโทษที่แตกต่างกัน จึงมีความเป็นไปได้ที่บริษัทที่ปล่อยมลพิษจำนวนมากจะย้ายการผลิตจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง เป็นการผลักผลกระทบทางลบในการสร้างมลภาวะสิ่งแวดล้อมไปยังประเทศที่ย้ายไป


เพื่อป้องกันพฤติการณ์ดังกล่าวมิให้เกิดขึ้นในอาเซียน ประเทศสมาชิกได้เสนอให้ส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยใช้การเกื้อหนุนระหว่างกันของนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงและจัดทำกฎหมาย กฎระเบียบ วิธีปฏิบัติ และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความร่วมมือในกระบวนการปฏิบัติให้เป็นผล ประเทศสมาชิกยังได้จัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกลไกการเจรจาและระงับข้อพิพาท วิสัยทัศน์อาเซียน 2020 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “เรามุ่งหมายที่จะเห็นอาเซียนที่เขียว สะอาด และมีกลไกที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อความมั่นใจในการปกป้องสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากร” เอกสารสำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ แผนปฏิบัติการฮานอย ซึ่งประกาศว่าอาเซียนควรพัฒนาความร่วมมือในการป้องกันมลภาวะข้ามพรมแดน ควบคุมไฟป่า และปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและเหล่งน้ำ เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน เราควรใส่ใจกับประเด็นนี้ยิ่งขึ้น เมื่อเราร่วมกันจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนที่ได้รับการเสนอขึ้นใหม่ เพื่อความมั่นใจในการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่สอดประสานกัน


ภัยธรรมชาติ

ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เจรจากันอย่างขะมักเขม้นและพยายามสร้างกลไกความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามต่อสภาวะแวดล้อมของประชาชนจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง คลื่นยักษ์สึนามิที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรอินเดียในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 ได้คร่าชีวิตประชาชนตามแนวชายฝั่งของประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย ไทย และศรีลังกาไปมากกว่า 300,000 ชีวิต โดย 160,000 ชีวิตจากจำนวนดังกล่าว เสียชีวิตหรือสูญหายไปในอินโดนีเซียเพียงประเทศเดียว ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2548 ผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนได้จัดการประชุมนัดพิเศษขึ้นที่กรุงจาการ์ตา เพื่อเจรจาหาวิธีการรับมือกับปัญหาที่เป็นผลพวงจากแผ่นดินไหวและสึนามิ


เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2548 ในการประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกาที่จัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย อาเซียนและประเทศอื่นได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมภายใต้ชื่อการประชุมสุดยอดดังกล่าว วิงวอนให้ประเทศที่เกี่ยวข้องลงทุนและสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิผลเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย มาตรการที่เสนอแนะในแถลงการณ์ดังกล่าว ได้แก่ กลยุทธ์แบบบูรณาการในการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบหลายจุด  ที่ประกอบด้วยกลไกการเตรียมความพร้อม การป้องกัน การบรรเทา และการตอบสนองเพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ การสร้างและพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าระดับประเทศที่อาศัยฐานข้อมูลระดับชุมชน ไปพร้อมๆกับการร่วมกันพัฒนาระบบรวมในระดับภูมิภาค อย่างเป็นขั้นเป็นตอน การจัดทำกลไกการตอบสนองที่รวดเร็วในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ การศึกษาหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานร่วมกัน เช่น การเตรียมการบรรเทาทุกข์ และการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินไว้ในคราวจำเป็น เครือข่ายการแลกเปลี่ยนข้อมูล ธนาคารข้อมูล และศูนย์วิจัยที่นำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ ยุทธวิธีการลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ แถลงการณ์นี้ยังเรียกร้องให้มีการเพิ่มความแข็งแกร่งในการสื่อสารทางวัฒนธรรม และการศึกษาว่าด้วยการบรรเทาทุกข์ในหมู่ประเทศในเอเชียและแอฟริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้เชี่ยวชาญของประเทศเหล่านี้ นอกจากนั้น แถลงการณ์นี้ยังส่งเสริมให้ประชาคมนานาชาติขยายเวลาการให้ความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีและทางการเงิน เพื่อประเทศที่ประสบภัยธรรมชาติจะสามารถฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้ ประเทศสมาชิกยังประกาศว่าจะรับเป็นภาระหน้าที่ที่จะดำเนินมาตรการต่าง ๆ ในการบรรเทาและรับมือกับภัยธรรมชาติต่าง ๆ


ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548  การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 38 เน้นให้ความสำคัญกับการเจรจาและการจัดทำกฎบัตรอาเซียน เพื่อทำให้อาเซียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล และสร้างกลไกควบคุมภัยพิบัติและตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน ข้อตกลงการจัดการภัยพิบัติและตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินของอาเซียน ซึ่งได้รับการลงนามในการประชุมครั้งนี้ เป็นหลักประกันในเชิงสถาบันสำหรับอาเซียนที่จะร่วมกันรับมือกับภัยพิบัติ

ต่าง


ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน ระหว่างวันที่ 5-6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ได้ออกแถลงการณ์การประชุมสุดยอดอาเซียนเรื่องโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ และแผนปฏิบัติการโรคเอดส์อาเซียน (พ.ศ. 2545-2548) เพื่อตอบสนองต่อปัญหาและความท้าทายจากการแพร่กระจายของโรคเอดส์ของโรคเอดส์ในภูมิภาค การประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนครั้งที่ 8 ภายใต้หัวข้อ “อาเซียนร่วมมือกันเผชิญหน้ากับภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ” และการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน บวกจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ครั้งที่ 2 เปิดประชุมอย่างเป็นทางการพร้อมกันระหว่างวันที่ 21-22 มิถุนายน พ.ศ.2549 ที่กรุงย่างกุ้ง โดยมีเจ้าหน้าที่มากกว่า 100 คน อาทิ รัฐมนตรีสาธารณสุขจากประเทศสมาชิกอาเซียน เจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติในประเทศเมียนมาร์ เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี และเจ้าหน้าที่คณะผู้แทนต่างประเทศในประเทศเมียนมาร์เข้าร่วมประชุม พลโทเต็งเส่ง (Thein Sein) เลขาธิการคนที่ 1 สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐของเมียนมาร์ กล่าวในสุนทรพจน์เปิดการประชุมว่าในสองปีที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประสบกับความท้าทายจากภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เช่น สึนามิและไข้หวัดนก มากยิ่งขึ้น พลโทเต็งเส่งเน้นให้ความสำคัญถึงความจำเป็นที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะผนึกความสามัคคีและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ และยังชี้ว่าการประชุมระหว่างภูมิภาคนี้จะเป็นประโยชน์ในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ในด้านสาธารณสุข และเขายังกล่าวเน้นอีกว่า การประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน-จีน ครั้งแรกที่กำลังจัดขึ้นเร็ว  ๆ นี้ จะดำเนินการตามมติที่ตกลงร่วมกันไว้ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 9 อย่างเป็นรูปธรรมแท้จริง กล่าวคือ มติที่จะช่วยประเทศที่เกี่ยวข้องดำเนินการที่จำเป็นในการป้องกันไข้หวัดนก รัฐมนตรีสาธารณสุขของสิงคโปร์ เกา บูน วัน (Khaw Boon Wan) กล่าวว่า “ดังคำกล่าวของจีนที่เก่าแก่อันหนึ่งว่า ญาติที่อยู่ห่างไกลยังไม่ดีเท่าเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กัน ประเทศในภูมิภาคของเราจำเป็นที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันและผนึกความร่วมมือกัน ในขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข”


พลังงาน

ประเทศสมาชิกอาเซียนได้พยายามสร้างกลไกความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อร่วมกันพัฒนาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความมั่นใจในการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค ความร่วมมือด้านพลังงานและความมั่นคงด้านอาหารเป็นประเด็นที่ควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง การประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนครั้งที่ 18 ที่ฮานอยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ที่ผ่านไปเมื่อไม่นานนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมได้อภิปรายเรื่องความมั่นคงของแหล่งพลังงานและตกลงจะเร่งทำวิสัยทัศน์ของผู้นำอาเซียนที่จะสร้างเครือข่ายพลังงานในอาเซียนให้เป็นรูปธรรม


เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2545 การประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องพลังงานของอาเซียน ครั้งที่ 4 จัดขึ้นที่กรุงเทพ ภายใต้หัวข้อ “พลังงานที่ยั่งยืนในศตวรรษที่ 21” ผู้เข้าร่วมประชุมจัดสัมมนาเรื่องแนวโน้มการพัฒนาพลังงาน แนวโน้มด้านอุปสงค์ต่อพลังงานของอาเซียน แนวโน้มของพลังงานทางเลือก การปฏิรูปนโยบายพลังงาน และศักยภาพในการทำธุรกิจผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของอุตสาหกรรมพลังงานในอาเซียน ฯลฯ การประชุมคณะมนตรีอาเซียนว่าด้วยปิโตรเลียมครั้งที่ 8 จัดขึ้นที่กรุงมะนิลา ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ในการประชุมครั้งนี้ซึ่งมีประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโยเป็นผู้ริเริ่ม  ผู้แทนจากหลายประเทศได้ร่วมอภิปรายถึงความเป็นไปได้ในการสร้างระบบสำรองน้ำมันในภูมิภาค  ราฟาเอล โลทิลลา  

รัฐมนตรีพลังงานของฟิลิปปินส์ในขณะนั้น แสดงความเห็นว่าการสร้างระบบสำรองน้ำมันในภูมิภาคจะเป็นประโยชน์แก่ความมั่นคงด้านพลังงาน และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศสมาชิก รัฐมนตรีโลทิลลากล่าวว่า อ่าวซูบิค ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลาจะเป็นทำเลหนึ่งสำหรับคลังสำรองน้ำมัน และยังกล่าวต่อไปว่าสถาบันเอกชนและนักลงทุนบางรายได้แสดงความสนใจที่จะทำคลังสำรองน้ำมันนี้ ให้เป็นคลังสำรองน้ำมันในเชิงพาณิชย์  นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาก็สนับสนุนโครงการดังกล่าว และให้คำแนะนำว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ควรจะระดมทุนโดยการลงทุนโดยตรงของรัฐบาล หรือจากรายได้ภาษีจากผลิตภัณฑ์น้ำมัน อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกอาเซียนไม่ได้ตอบรับและให้ความสำคัญกับข้อเสนอนี้


กรอบอาเซียนบวกสาม ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยอาเซียน ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี ได้ประสานนโยบายร่วมกันยิ่งขึ้น โดยคาดหมายว่าจะจัดตั้งระบบความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนบวกสามครั้งที่ 1 แสดงถึงก้าวแรกของความร่วมมือด้านพลังงาน ในการประชุมนี้ ญี่ปุ่นและเกาหลีได้แสดงความพร้อมในการจัดหาเงินทุนและความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีแก่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งยังไม่มีน้ำมันสำรอง นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันสร้างความปั่นป่วนในตลาดน้ำมัน ผู้เข้าร่วมประชุมได้อภิปรายถึงการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันในรูปแบบของเอเชีย ซึ่งประเทศสมาชิกขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ใช้บรรเทาความตึงเครียดในตลาดน้ำมัน จีนก็มีท่าทีที่เป็นบวกกับการจัดตั้งระบบความร่วมมือขึ้น เจ้าหน้าที่ของจีนที่เกี่ยวข้องให้สัมภาษณ์กับนักข่าวจากโยมิอุริ ชิมบุน ของญี่ปุ่นว่า ถ้าน้ำมันสำรอง แหล่งน้ำมัน และเส้นทางคมนาคมมีความหลากหลาย และถ้าจีนเข้าร่วมในระบบปกป้องความมั่นคงด้านน้ำมัน ก็จะสร้างความมั่นใจให้กับความมั่นคงด้านน้ำมันของจีน เจ้าหน้าที่ผู้นี้ยังกล่าวด้วยว่าควรมีการใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมืออาเซียนบวกสามอย่างเต็มที่


ความมั่นคงด้านอาหาร

ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศมีปริมาณข้าวสำรองรวมกัน 87,000 ตัน อย่างไรก็ดี ระหว่างครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1990 ซึ่งเกิดปัญหาขาดแคลนอาหารในอินโดนีเซีย ความอ่อนแอของระบบความร่วมมือในการสำรองข้าวปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน  ดังนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เสนอให้ดำเนินการต่อไปอีกขั้นหนึ่งโดยจัดตั้งระบบสำรองข้าวสำหรับกรณีฉุกเฉินในเอเชียตะวันออก ร่วมกับการสร้างกลไกอาเซียนบวกสาม เพื่อพยายามระดมทุนเพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะมีข้าวและธัญพืชไว้รับมือกับกรณีฉุกเฉิน


เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2547 การประชุมรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้ของอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จัดขึ้นที่ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ รัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุมได้แสดงความเต็มใจที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในด้านการเกษตร ป่าไม้ ปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แถลงการณ์ร่วมต่อสื่อมวลชนภายหลังการประชุมกล่าวว่า รัฐมนตรีพึงพอใจกับความร่วมมือในด้านการเกษตร ประมง และป่าไม้ระหว่างอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีที่เพิ่มขึ้น และยังยินดีกับโครงการความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2547 และ 2548 รัฐมนตรีได้เน้นถึงความสำคัญของการจัดตั้งระบบสำรองข้าวสำหรับกรณีฉุกเฉินในเอเชียตะวันออก ความพยายามร่วมกันที่จะต่อสู้กับไข้หวัดนก และประเด็นต่าง ๆ เรื่องป่าไม้


สวัสดิการและการพัฒนาสังคม

การพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นไปอย่างไม่สมดุล จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีช่องว่างระหว่างชุมชนเมืองและชุมชนชนบทในแต่ละประเทศ  ความล้าหลังในการพัฒนาทางสังคมของพื้นที่ที่ด้อยพัฒนาเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการรวมตัวกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของภูมิภาคนี้ ด้วยเหตุผลนี้เอง อาเซียนจึงกำลังเผชิญกับปัญหาใหม่ในการส่งเสริมความร่วมมือในแง่มุมต่าง ๆ ทางสังคม


ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนครั้งที่ 33 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 รัฐมนตรีต่างประเทศจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยการร่วมมือแก้ไขประเด็นปัญหาทางสังคมในอาเซียน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ  รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยในขณะนั้น กล่าวในพิธีลงนามว่า ปฏิญญาฉบับนี้และเอกสารฉบับอื่นที่รัฐมนตรีต่างประเทศลงนามไว้ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักต่อภาระหน้าที่และความมุ่งมั่นร่วมกันของอาเซียนในการร่วมมืออย่างใกล้ชิด และเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ ด้วยกัน


ในการประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุมเห็นพ้องโดยรวมว่า อาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เป็นห่วงอย่างยิ่ง ซึ่งมาจากปัญหาทางสังคมหลังวิกฤติการเงินในเอเชีย รวมทั้งปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบค้ายาเสพติด การค้าสตรีและเด็ก และปัญหาอื่น ๆ การที่ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสมและได้รับการแก้ไขเป็นอย่างดีหรือไม่นั้น มีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาของอาเซียนในศตวรรษใหม่นี้ และต่อความสัมพันธ์ของประเทศสมาชิกอาเซียน การเร่งดำเนินการพัฒนาร่วมกันในทุกด้านจะเป็นหัวข้อสำคัญที่สุดที่หยิบยกขึ้นมาสนทนาในการประชุมครั้งนี้ และปฏิญญาร่วมที่เป็นผลจากการประชุมนี้ เน้นว่าในการแก้ไขปัญหาทางสังคมที่เป็นจากวิกฤติทางการเมือง และความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากโลกาภิวัตน์ โครงการพัฒนาอย่างครอบคลุมจะต้องให้ความสำคัญกับประโยชน์ของประชาชนเป็นอันดับแรก อาเซียนที่กำลังขยายการเติบโตพึงพยายามที่จะใช้ทรัพยากรมนุษย์อย่างชาญฉลาด กำจัดปัญหาความยากจน และร่วมกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ายาเสพติดและการค้ามนุษย์ เพื่อที่ใช้การพัฒนาร่วมกันนี้สร้าง “อาเซียนที่มีความเป็นปึกแผ่นและเอื้ออาทรต่อกัน” อันเป็นชุมชนที่มั่นคงและมั่งคั่งด้วยระบบตลาดที่ประสานเป็นหนึ่งเดียว สื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า การประชุมครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสู่ศตวรรษใหม่ ถือเป็นการประชุมที่มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริงมากขึ้น และมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับยุคสมัยมากขึ้น ด้วยความที่มีการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาต่าง ๆ มากมายที่เป็นรูปธรรม และมีความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับชาติ สิ่งที่เราควรให้ความสนใจ คือการประชุมครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่มีการหยิบยกเอาการแก้ไขปัญหาสังคม และการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์มาเป็นประเด็นหลักในการสนทนา ซึ่งถือเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าอาเซียนได้ฟื้นตัวจากเงามืดแห่งวิกฤติการเงินแล้ว และการร่วมมือของอาเซียนกำลังขยายไปสู่ระดับที่ลุ่มลึกขึ้น และในมิติที่กว้างขวางขึ้นด้วย


นอกจากนี้แล้ว การประชุมครั้งนี้ได้ตัดสินใจเร่งดำเนินการตามปฏิญญาร่วมที่จะสร้างอาเซียนที่ปราศจากยาเสพติด ที่ประเทศสมาชิกร่วมลงนามไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2541 ที่กรุงมะนิลา โดยร่นปีเป้าหมายที่จะสร้างอาเซียนที่ปราศจากยาเสพติดให้สำเร็จเร็วขึ้นจากปี พ.ศ.  2563 เป็นปี พ.ศ. 2558   การจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาชนบท และการขจัดความยากจน ครั้งที่ 2  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 ที่กรุงมะนิลา ให้ความสำคัญกับโครงการขจัดความยากจนในชนบทของอาเซียน


ในวันที่ 1-3 สิงหาคม พ.ศ. 2545 ที่ประเทศสิงคโปร์ การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่รับผิดชอบสวัสดิการสังคม ครั้งที่ 4 ได้ทบทวนวิสัยทัศน์ พ.ศ. 2563 ของอาเซียนที่มุ่งเน้นพัฒนาให้อาเซียนเป็นชุมชนที่เป็นปึกแผ่นและเอื้ออาทรกันอันเป็นเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ในการประชุมสุดยอดอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ความสำเร็จที่สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การออกปฏิญญาว่าด้วยพันธกรณีต่อเด็กในอาเซียน ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของอาเซียนที่จะส่งเสริมการพัฒนาและพิทักษ์สวัสดิการของเด็กในภูมิภาคอย่างแท้จริง รวมทั้งการพิทักษ์สิทธิ์ของเด็กในการมีชีวิตอยู่รอดและในการเจริญเติบโต โดยส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค ยิ่งกว่านั้นแล้ว อาเซียนจะทำให้ความมุ่งมั่นนี้เป็นองค์ประกอบอันสำคัญยิ่งยวดในการพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนในภูมิภาคนี้ โดยการส่งเสริมความร่วมมือของอาเซียนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม อาเซียนจะพัฒนาในเรื่องสวัสดิการความปลอดภัยและสุขภาพของเด็ก โดยกำจัดความยากจนและการขาดบ้านที่พักพิง ซึ่งเป็นมูลฐานของปัญหาสังคมต่าง ๆ


หลักการและแนวคิดเบื้องต้นที่ระบุไว้ในปฏิญญาฉบับนี้ คือ 1) จะพิทักษ์ เคารพและให้ความสำคัญต่อสิทธิของเด็ก ซึ่งรวมถึงชาวพื้นเมือง ให้สอดคล้องกับขนมธรรมเนียมประเพณีในชุมชนของเด็กเหล่านี้  2) จะให้ความสำคัญ และสนับสนุนการเคารพสิทธิเด็ก โดยที่สมาชิกอาเซียนแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวกับสิทธิของเด็ก ซึ่งจะพิจารณาถึงค่านิยมทางศาสนา วัฒนธรรม และสังคมที่แตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน 3) จะรับรองว่าเด็กพิเศษจะได้รับโอกาสที่ช่วยให้มีตำแหน่งแห่งหนของเขาเองในสังคม และสามารถดำรงชีวิตอย่างที่พึ่งพาตนเองได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 4) จะให้โอกาสเด็กและเยาวชนแสดงความคิดเห็น แสดงออกซึ่งสิทธิและความสนใจ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน 5) จะสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้เด็กพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายของกระแสโลกาภิวัตน์และรู้จักใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นจากสภาวการณ์นี้  6) จะสร้างโอกาสในการจ้างงานให้กับผู้ใหญ่ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวของอาเซียน เนื่องจากครอบครัวที่มั่นคงเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเด็กทั้งด้านกายภาพ อารมณ์ และสังคม  7) จะพัฒนาการให้การสนับสนุนครอบครัวและโครงการให้การศึกษาเรื่องการใช้ชีวิตในครอบครัวเพื่อช่วยให้ครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ให้การดูแลเบื้องต้นแก่เด็กสามารถฟูมฟักและพิทักษ์เด็กได้  8) จะจัดการดูแลที่เหมาะสมรวมทั้งการดูแลครอบครัวในแนวทางเลือก หรือบ้านที่ให้บรรยากาศของความเป็นครอบครัว แก่เด็กจรจัด และเด็กที่ไม่มีครอบครัวดูแล 9) จะใส่ใจกับการให้การดูแลและการศึกษาระดับปฐมวัย ด้วยให้ผู้เชี่ยวชาญการดูแลเด็กในอาเซียนได้รับการอบรมและแลกเปลี่ยนวิธีการดูแลเด็กที่ดีที่สุด 10) จะให้อนาคตที่ดีแก่เด็กในอาเซียน โดยจะส่งเสริมการรู้หนังสืออย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา ข้อมูล และทักษะเทคโนโลยีสื่อสาร 11) จะเพิ่มพูนการดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่เด็ก  12) จะพิทักษ์เด็กในพ้นจากความรุนแรง การล่วงละเมิดทำร้าย การปล่อยปละละเลย การค้ามนุษย์ และการเอารัดเอาเปรียบในทุกรูปแบบ ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และในชุมชน และจะพิทักษ์เด็กให้พ้นจากความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ  13) หากเกิดมหันตภัยและภัยธรรมชาติ จะให้ความช่วยเหลือและการบรรเทาทุกข์แก่เด็กเป็นกลุ่มแรก เพื่อช่วยบรรเทาความบอบช้ำทางจิตใจ และให้เด็กได้กลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวโดยเร็ว และ 14) จะสร้างระบบกฎหมายผู้เยาว์ที่มีเด็กเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะช่วยคุ้มครองสิทธิเด็กได้อย่างเต็มที่ และส่งเสริมให้เด็กได้กลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม


การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 จัดที่เกาะบาลี ประเทศอินโดนีเซียในวันที่ 7 ตุลาคม  พ.ศ. 2546 ในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำ 10 ประเทศอาเซียนลงนามในปฏิญญาให้สัตยาบันที่จะสร้าง “ประชาคมอาเซียน” ในลักษณะเดียวกับสหภาพยุโรป ให้ลุล่วงภายในปี พ.ศ. 2563  การให้สัตยาบันครั้งนี้ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และวัฒนธรรมของกลุ่มประเทศอาเซียน และเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การประสานเป็นหนึ่งเดียวในระดับภูมิภาค  ปฏิญญาว่าด้วยความสมานฉันท์ในอาเซียน ฉบับที่ 2 หรือที่เรียกว่า “บาลี คองคอร์ด ฉบับที่ 2” นี้ได้รับการสนับสนุนจากเสาหลักทั้ง 3 คือ ประชาคมความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ปฏิญญาฉบับนี้เน้นความร่วมมือในการพัฒนาสังคมเพื่อยกมาตรฐานความเป็นอยู่ของกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสทางสังคมและที่อาศัยอยู่ในชนบท โดยเฉพาะสตรี เด็ก และชุมชนท้องถิ่น


การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนครั้งที่ 17 จัดที่กรุงจาการ์ตา ในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2547 การประชุมครั้งนี้มุ่งหาทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่กระทำต่อสตรีและรับปฏิญญาว่าด้วยการขจัดความรุนแรงที่กระทำต่อผู้หญิงในอาเซียน  ในวันที่ 17 ธันวาคม ในปีเดียวกัน มีการจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนบวก 3 ประเทศสมทบ คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ว่าด้วยสวัสดิการและการพัฒนาทางสังคมครั้งแรกที่กรุงเทพ เพื่อหาความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนและร่วมมือในเรื่องสวัสดิการสังคมในเอเชียตะวันออก การประชุมนี้จัดขึ้นพร้อม ๆ กับ การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยสวัสดิการ และการพัฒนาทางสังคม ครั้งที่ 5  ตัวแทนจากสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ร่วมปรึกษาหารือในหัวข้อ “การส่งเสริมประชาคมของสังคมที่เอื้ออาทร” สังคมที่เอื้ออาทรนี้สะท้อนถึงอารยะของชาติในระดับหนึ่ง และยังถือเป็นอุดมคติที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ หัวข้อของการประชุมนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประเทศสมาชิกอาเซียนมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะร่วมมือกันในเรื่องของสวัสดิการและการพัฒนาสังคม ในการประชุมครั้งนี้รัฐมนตรียังแลกเปลี่ยนมุมมองในการสร้างสังคมที่เอื้ออาทร และการส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการเพื่อการประสานเป็นหนึ่งเดียวทางสังคมและวัฒนธรรม  ตามที่อาเซียนตัดสินใจสร้างให้ประเทศในภูมิภาคนี้เป็นประชาคมทางสังคมและวัฒนธรรม  จุดมุ่งหมายหนึ่งคือการแก้ปัญหาสังคมที่ประเทศต่าง ๆ มีร่วมกัน รายงานฉบับหนึ่งที่ออกเมื่อสิ้นสุดการประชุมนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศอาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายในการพิทักษ์สิทธิ์และสวัสดิการของสตรีและเด็ก ที่เนื่องมาจากการค้ามนุษย์และปัญหาโสเภณี ดังนั้น ประเทศเหล่านี้ควรจะเพิ่มความร่วมมือในเรื่องสวัสดิการ สังคม ประชากร การพัฒนาครอบครัวและเด็ก เพื่อที่จะวางรากฐานอันมั่นคงในระดับรัฐให้กับการพัฒนาที่มีการร่วมมือกัน นี่เป็นความพยายามของอาเซียนที่จะส่งเสริมความร่วมมือระดับทวิภาคี และพหุภาคี และสนับสนุนระบบสวัสดิการสังคม


ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 มีการจัดประชุมยอดอาเซียน ครั้งที่ 10 ที่กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ในหัวข้อ “การพัฒนาครอบครัวอาเซียนที่มั่นคง และมีพลวัตให้ก้าวหน้าไปด้วยสมานฉันท์ การรวมตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางสังคม” ในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำอาเซียนรับเอกสาร 2 ฉบับ คือ แผนปฏิบัติการประชาคมสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียน และแผนปฏิบัติการประชาคมความมั่นคงอาเซียน  ประเทศสมาชิกให้สัตยาบันที่จะรวมตัวกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นในทุก ๆ เรื่องที่ได้รับความสำคัญเป็นลำดับแรกตามที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าว และเร่งกระบวนการการรวมตัวกันของอาเซียนใน 3 ด้านหลัก คือ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคง แผนปฏิบัติการประชาคมสังคมและวัฒนธรรมมุ่งที่จะสนับสนุนการรวมตัวทางด้านสังคมและวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น  สวัสดิการและการพัฒนาทางสังคมเป็นประเด็นที่ได้รับความสำคัญเป็นลำดับแรก ซึ่งจะรวมไปถึงการยกระดับมาตราฐานความเป็นอยู่ของคนกลุ่มน้อยที่ขาดโอกาส การบรรเทาวิกฤติทางสังคมที่คุกคามสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ และเชิญชวนให้ครอบครัว บุคคลทั่วไป และภาคเอกชน เข้ามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความยากจนและปัญหาสวัสดิการสังคม ทั้งนี้เพื่อทำให้ประชาคมของสังคมเอื้ออาทรและการรวมตัวทางสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียนเกิดขึ้นได้อย่างมีสัมฤทธิผล ผู้นำที่เข้าร่วมประชุมยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะลดช่องว่างของการพัฒนาในบรรดาประเทศอาเซียน ลดความยากจนและความอยุติธรรมทางสังคม และสร้างสังคมที่เอื้ออาทร ผู้นำเหล่านี้ได้ลงนามในปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรี และเด็ก ด้วย


การสร้างวัฒนธรรม การพัฒนาการท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนในระดับบุคคล

อิทธิพลของอากาศเขตร้อน การเอารัดเอาเปรียบอย่างไร้จิตสำนึก การค้าที่ผิดกฎหมาย ผลของการซึมซับกระแสโลกาภิวัตน์ และผลกระทบในทางลบของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างฉับพลัน ก่อให้เกิดความสูญเสียทางวัฒนธรรมในประเทศอาเซียน ดังจะเห็นได้ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม อันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย และสถาปัตยกรรมโบราณอันมีค่าก็สูญสลายไปสิ้น อาเซียนตระหนักว่าทิศทางการตลาดของสังคมสมัยใหม่ที่ถูกการผลิตเป็นจำนวนมากและลัทธิบริโภคนิยมครอบงำมากขึ้นทุกที ๆ นั้น แฝงไว้ด้วยปัจจัยในแง่ลบที่เป็นภัยต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ ความคิดสร้างสรรค์ ความยุติธรรมในสังคม และสันติภาพ ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและทางเทคนิค อาเซียนตระหนักว่าการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไม่สามารถบังเกิดผลได้ด้วยความพยายามของประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว อาเซียนจึงเรียกร้องให้มีความร่วมมือกันในหมู่สมาชิกและขอความช่วยเหลือจากประชาคมนานาชาติ   ด้วยความเป็นปึกแผ่นและความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดของประเทศในภูมิภาคนี้  อาเซียนจึงหวังที่จะสร้างความก้าวหน้าอย่างแท้จริงในการอนุรักษ์และทำให้สาธารณชนตระหนักรู้ถึงมรดกทางวัฒนธรรมและสิทธิทางวัฒนธรรม


ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 รัฐมนตรีต่างประเทศของ 10 ประเทศอาเซียน ลงนามในปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนครั้งที่ 33    ปฏิญญานี้กล่าวไว้ว่า ประเทศอาเซียนทั้ง 10 ปร“ตระหนักถึงทรัพยากรทางวัฒนธรรมอันมหาศาล และมรดกอันมั่งคั่งทางวัฒนธรรม ความคิด ระบบคุณค่าของอาเซียน และเล็งเห็นความจำเป็นที่จะพิทักษ์ อนุรักษ์ และส่งเสริมพลังและความดีงามของอาเซียน และยังตระหนักเป็นอย่างดีว่าการสร้างสรรค์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่รับประกันความอยู่รอดสุดท้ายของสังคมอาเซียน  ประเทศสมาชิกทั้ง 10 ยังตระหนักว่าประชาชนชาวอาเซียนทั้งมวลปรารถนาที่จะได้มาซึ่งความสงบเรียบร้อยในภูมิภาคนี้ที่มีพื้นฐานอยู่บนการเข้าถึงโอกาสทางวัฒนธรรมอย่างเท่าเทียมกัน การมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมและการตัดสินใจอย่างเท่าเทียมกัน และความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ในอาเซียน โดยปราศจากการแบ่งแยกในแง่ของเชื้อชาติ สีผิว ชาติพันธุ์ เพศสถานะ ภาษา หรือศาสนา”


ปฏิญญาฉบับนี้ให้คำจำกัดความของคำว่า “วัฒนธรรม” และ “มรดกทางวัฒนธรรม” ไว้ดังนี้ “วัฒนธรรมหมายถึงเครือข่ายอันซับซ้อนทั้งมวลของคุณลักษณะอันโดดเด่นทางด้านจิตวิญญาณ ภูมิปัญญา อารมณ์ และวัตถุ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของสังคมในสังคมหนึ่ง วัฒนธรรมรวมถึงศิลป วรรณคดี วิถีชีวิตของมนุษย์ ระบบคุณค่า การสร้างสรรค์ ระบบความรู้ ขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อ”  ส่วนมรดกทางวัฒนธรรมหมายถึง คุณค่าและความคิดทางวัฒนธรรมที่สำคัญ สิ่งปลูกสร้างและผลงานที่เกิดจากมนุษย์  สถานที่สำคัญและที่อยู่อาศัยของมนุษย์ มรดกมุขปาฐะหรือมรดกพื้นบ้านที่รวมถึงวิถีชาวบ้าน คติชน ภาษา วรรณคดี ศิลปหัตกรรมพื้นบ้านสถาปัตยกรรม ศิลปะการแสดง การละเล่น ระบบความรู้และวิถีปฏิบัติที่เป็นของท้องถิ่นดั้งเดิม เทพปกรณัม ขนบธรรมเนียมและความเชื่อพิธีกรรมและประเพณีอื่น ๆ มรดกที่เป็นลายลักษณ์และมรดกวัฒนธรรมในแพร่หลายในระดับชาวบ้าน   ปฏิญญาฉบับนี้พัฒนากรอบความคิดที่ว่าด้วยความร่วมมือในแง่มุมต่าง ๆ 15 ประการ โดยมีแง่มุมที่สำคัญดังต่อไปนี้


  1. 1.อาเซียน และประเทศสมาชิกพึงร่วมมือกันคุ้มครองปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของอาเซียน   สมาชิกประเทศอาเซียนพึงรับเป็นภาระหน้าที่พื้นฐานในการบ่งชี้ จำแนกรายละเอียด คุ้มครอง อนุรักษ์ ส่งเสริม พัฒนา และส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่ตั้งอยู่ในดินแดนของตน  เพื่อสืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไปในอนาคต พร้อมทั้งรับความช่วยเหลือและความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เมื่อถึงคราวจำเป็นและเหมาะสมด้วยความเคารพสูงสุดต่ออำนาจอธิปไตยแห่งประเทศสมาชิกและสิทธิที่มีต่อทรัพย์สินในแต่ละประเทศ   อาเซียนพึงระลึกว่ามรดกทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกล้วนประกอบกันขึ้นเป็นมรดกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งอาเซียนมีหน้าที่ประสานความร่วมมือที่จะปกปักรักษาไว้


  1. 2.การพิทักษ์รักษาทรัพย์สมบัติของชาติและทรัพย์สินทางวัฒนธรรม   อาเซียนพึงร่วมมือกันอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ งานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมทั้งเคลื่อนย้ายได้และเคลื่อนย้ายไม่ได้ อันเป็นสิ่งที่ฉายให้เห็นประวัติศาสตร์ของชาติ และมีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงทางโครงสร้างและสถาปัตยกรรมมีคุณค่าอันโดดเด่นในทางโบราณคดี มานุษยวิทยา หรือวิทยาศาสตร์ หรือเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่งยวด และจะได้รับการพิจารณาหรือยอมรับให้เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ และโบราณสถานหรือโบราณวัตถุที่พึงอนุรักษ์ไว้    นอกจากนี้  สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศทางวัฒนธรรม พื้นที่ที่มีความสวยงามทางภูมิทัศน์ และสถานที่สำคัญทางธรรมชาติควรได้รับการบ่งชี้ ทำให้เป็นที่ประจักษ์ และได้รับการอนุรักษ์   ประเทศสมาชิกอาเซียนควรมีมาตราการพื้นฐานที่ชัดเจนในการพิทักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้พ้นจากภัยทั้งมวลที่มาจากมนุษย์และธรรมชาติ รวมทั้ง การเสี่ยงภัยที่มาจากการปะทะกันด้วยอาวุธ  การเข้ามาครอบครองขอบเขตดินแดน หรือความไม่สงบในรูปแบบอื่น ๆ


  1. 3.การรักษาประเพณีที่มีคุณค่าให้ยั่งยืนต่อไป ประเทศสมาชิกอาเซียนพึงร่วมมือกันถนอมรักษาและอนุรักษ์ประเพณีและวิถีชาวบ้านที่มีคุณค่า และให้การพิทักษ์บุคคลผู้ถ่ายทอดประเพณีปฏิบัติเหล่านี้ โดยพึงระลึกถึงสิทธิที่บุคคลมีต่อวัฒนธรรมของตน รวมทั้งคุ้มครอง สนับสนุนและส่งเสริมประเพณีอันทรงคุณค่า ที่เปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ ภายในกรอบการดำเนินการพัฒนาทางด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาค  และสร้างหลักสูตรการเรียนรู้ประเพณีต่าง ๆ โดยให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและภูมิปัญญาของประเพณีเหล่านี้ พร้อมทั้งส่งเสริมความหลากหลายในการสร้างสรรค์  โลกทัศน์และคุณค่าที่ไม่ใช่กระแสหลัก


  1. 4.การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมทางวิชาการ ศิลปะ และภูมิปัญญาทั้งในอดีต และปัจจุบัน ผลงานชิ้นเอกและการสร้างสรรค์ประเพณีที่ลุ่มลึกโดยปราชญ์ นักปรัชญา ศิลปิน นักเขียนที่โดดเด่น ทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น เป็นเสมือนอมตแสงแห่งปัญญาและการหยั่งรู้  และเป็นต้นน้ำแห่งการชี้นำที่ให้ทิศทางแก่ประชาชนชาวอาเซียนทั้งในปัจจุบันและอนาคต   ดังนั้นการคุ้มครองป้องกัน การรวบรวมและจัดเก็บไว้อย่างมีระบบ การอนุรักษ์  และการสนับสนุนส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ได้รับความสำคัญเป็นลำดับแรกที่สุด


  1. 5.การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและประเพณีที่แพร่หลายในระดับชาวบ้านทั้งในอดีตและปัจจุบัน  รูปแบบต่าง ๆ ของการแสดงออกในวัฒนธรรมสาธารณที่แพร่หลายในระดับชาวบ้านนั้นนับเป็นทรัพยากรทางศิลปะภูมิปัญญา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา วิทยาศาสตร์ และประวัติศาสตร์ที่สำคัญ และเป็นพื้นฐานของความเข้าใจทางสังคมและวัฒนธรรมระหว่างประเทศ  อาเซียนพึงสนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์ประเพณีและมรดกวัฒนธรรม “สาธารณะ” ที่โดดเด่นไว้


  1. 6.การส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและเพิ่มพูนความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมต่าง ๆ อันหลากหลายให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2543 มีการจัดประชุมวันเยาวชนอาเซียนครั้งที่ 9 ขึ้น เพื่อสนทนาในหัวข้อต่าง ๆ เช่น การสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของเยาวชน การอนุรักษ์ประเพณีของแต่ละประเทศ และการเตรียมจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยเยาวชน ครั้งที่ 3


การส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวในประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาทางวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้ และเป็นหัวข้อสำคัญในความร่วมมือของอาเซียนในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมานี้  ประเทศกัมพูชาซึ่งรุ่มรวยด้วยทรัพยากรการท่องเที่ยว มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียนว่าด้วยการท่องเที่ยวข้ามเขตแดนประเทศทั้ง 3 ครั้ง   การประชุมอาเซียนว่าด้วยการท่องเที่ยวครั้งที่ 14 จัดที่กรุงพนมเปญในวันที่ 12-13 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2544   ในการประชุมครั้งนี้ มีการสนทนาถึงการใช้กลยุทธการท่องเที่ยวของอาเซียน  การสร้างเว็บไซด์การท่องเที่ยวของอาเซียน การสนับสนุนโครงการการท่องเที่ยวอาเซียน การส่งเสริมการท่องเที่ยวนานาชาติและภายในกลุ่มประเทศอาเซียน และการสนับสนุนให้ภาคเอกชนจัดกิจกรรมส่งเสริมกลยุทธการท่องเที่ยวของอาเซียน    ในวันที่ 4-5 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ผู้นำอาเซียนลงนามในข้อตกลงการท่องเที่ยวอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 8 โดยสาระหลักของข้อตกลงนี้ คือ การส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวของอาเซียนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป


ในวันที่ 21-27 เดือนมกราคม พ.ศ. 2546 ในการประชุมว่าด้วยการท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 22 ที่กรุงพนมเปญ รัฐมนตรีการท่องเที่ยวของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ออกแถลงการณ์ร่วมในการส่งเสริมความปลอดภัยของการท่องเที่ยวอาเซียน แถลงการณ์นี้เน้นว่า รัฐมนตรีการท่องเที่ยวจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับสถาบันของรัฐที่เกี่ยวข้อง  เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจรักษาความปลอดภัยที่สนามบินท่าเรือและสถานที่ท่องเที่ยว และร่วมกันป้องกันและต่อสู้กับการก่อการร้าย เพื่อที่จะสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว รัฐมนตรีทั้ง 10 ตกลงร่วมกันสร้างเว็บไซด์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในการท่องเที่ยว เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมกับเวลาแก่สาธารณชน สื่อสารมวลชน และรัฐบาลต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังตกลงที่จะดำเนินการแผนการยกเลิกข้อบังคับให้ทำวีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันให้สัมฤทธิผลได้ภายใน พ.ศ. 2548


ในวันที่ 24-28 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2549 มีการจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ครั้งที่ 39 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ความสำเร็จที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้คือ การลงนามในข้อตกลงแนวทางการยกเว้นข้อบังคับให้ทำวีซ่าของอาเซียน ตามข้อตกลงนี้ พลเมืองของประเทศสมาชิกจะสามารถเดินทางข้ามไปมาระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนได้อย่างเสรีเป็นเวลา 14 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า ข้อตกลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งที่จะไปสู่เป้าหมายของการสร้างความเป็นปึกแผ่นของภูมิภาคนี้ และความเป็นหนึ่งเดียวกันในทางเศรษฐกิจประเทศในภูมิภาคนี้


อันที่จริงแล้ว มีข้อตกลงทวิภาคีหลายฉบับที่ยกเลิกข้อบังคับให้ทำวีซ่าในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งอนุญาตให้พลเมืองของประเทศหนึ่งเดินทางเข้าไปในประเทศคู่สัญญาในระยะสั้นได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า    ระยะเวลาที่กำหนดให้อาจเป็นได้ถึง 1 เดือนในข้อตกลงบางฉบับ   อย่างไรก็ตาม การมีข้อตกลงทวิภาคีมากเกินไปสร้างความสับสนให้นักท่องเที่ยว ข้อตกลงอาเซียนฉบับใหม่นี้มุ่งที่จะจัดระเบียบให้กับข้อตกลงทวิภาคีเหล่านี้ จากพื้นฐานแนวทางเดียวกันนี้ แต่ละประเทศสามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดปลีกย่อยได้ตามข้อบังคับที่ตนต้องการ


กล่าวโดยรวมแล้ว ประเทศที่มั่งคั่งดำเนินการควบคุมการออกวีซ่าที่เคร่งครัดกว่ากับบุคคลที่มาจากประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า  อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์ในอาเซียนซึ่งเคยมีประเทศเมียนมาร์ที่มีข้อบังคับการออกวีซ่าที่เคร่งครัดที่สุดนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว  ประเทศพม่าบังคับให้ผู้ที่เดินทางจากประเทศในกลุ่มอาเซียนทุกประเทศยกเว้นประเทศฟิลิปปินส์ต้องขอวีซ่า   เหตุผลที่ต้องเป็นเช่นนี้ก็คือรัฐบาลทหารพม่าไม่ไว้ใจโลกภายนอกเป็นอย่างมาก  ดังนั้น การที่รัฐมนตรีต่างประเทศพม่ายินยอมลงนามในข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญในการสร้างเสรีภาพอย่างแท้จริงในการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางข้ามไปมาระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน อีกประเทศหนึ่งที่ลงนามในข้อตกลงให้อย่างที่มิได้ใครคาดหวังว่าจะเกิดขึ้น คือ ประเทศลาว ประเทศลาวซึ่งไม่ค่อยจะเปิดตัวเอกกับโลกภายนอกเท่าไรนักได้ทำข้อตกลงการยกเลิกข้อบังคับการทำวีซ่ากับบางประเทศเท่านั้น แต่ในการประชุมครั้งนี้ ได้แสดงเจตนารมณ์อันแรงกล้าในการเข้าไปรวมตัวกับอาเซียน


แน่นอนทีเดียวที่ข้อตกลงนี้จะนำผลประโยชน์มหาศาลมาสู่การท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านี้ คือ ในการแข่งขันกับประเทศจีน และอินเดีย สองยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่กำลังรุ่งเรือง อาเซียนจะต้องเร่งกระบวนการรวมตัวให้เป็นปึกแผ่นเพื่อความอยู่รอดในฐานะประชาคมเดียวกัน   การลดข้อบังคับการทำวีซ่า และการส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางจะช่วยสร้างสัมพันธ์ทางธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น  ดังที่ไซเอ็ด ฮามิด อัลบาร์ (Syed Hamid Albar)  ประธานอาเซียนและรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศมาเลเซียคนปัจจุบันได้กล่าวไว้ ความสำคัญของข้อตกลงคือ การส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นของอาเซียน  การสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้พลเมืองประเทศสมาชิกอาเซียนเดินทางได้อย่างเสรีมากขึ้น  การสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับให้กับพลเมืองอาเซียนทุกคน และการเร่งสร้างประชาคมอาเซียนให้เป็นจริงได้ภายใน พ.ศ. 2563



Wang Xinsheng ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยจงซาน บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร Around Southeast Asia 2007 เล่ม 3 และได้รับการแปลให้ KRSEA โดย Cao Ting

Kyoto Review of Southeast Asia
Issue 10 (August 2008)

© Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University

KYOTO REVIEW OF SOUTHEAST ASIA GRATEFULLY ACKNOWLEDGES THE SUPPORT OF THE TOYOTA FOUNDATION.

Designed and developed by SQUEAKYSTUDIOS for CSEAS

click to download PDF