ปัญหาชาวจีนโพ้นทะเลในความสัมพันธ์จีน-พม่า : มุมมองจากเอกสารลับที่เปิดเผยแล้วของกระทรวงการต่างประเทศจีน
โดย Fan Hongwei
volume 10


NEWS


ปัญหาชาวจีนโพ้นทะเลเป็นประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงสงครามเย็น แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศจีนจะได้เปิดเผยเอกสารลับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2493 – 2502 เมื่อเดือนมกราคม 2547 และเดือนพฤษภาคม 2549 แล้วก็ตาม แต่นักวิชาการจีนยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเอกสารดังกล่าวมากนัก บทความนี้เป็นการมองปัญหาชาวจีนโพ้นทะเลในความสัมพันธ์จีน-พม่าโดยใช้เอกสารลับที่เพิ่งได้รับการเปิดเผยที่กล่าวมา ทั้งประเด็นในเรื่องสัญชาติ การเมือง บทบาททางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ทางด้านเชื้อชาติ
ความสัมพันธ์จีน-พม่าในช่วงต้นของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต (พ.ศ. 2493 - 2496)
พม่าสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2493 โดยพม่าเป็นประเทศที่ไม่ใช่สังคมนิยมประเทศแรกที่รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองดำเนินไปอย่างเชื่องช้าในช่วงต้นของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเนื่องจากทั้งจีนและพม่าต่างมีทัศนคติที่ไม่ไว้วางใจต่อกัน ผู้นำพม่าซึ่งเพิ่งได้รับชัยชนะจากการต่อสู้เพื่อเอกราชมาหมาด ๆ และยังมีความรู้สึกชาตินิยมอย่างรุนแรง ค่อนข้างจะกลัวประเทศจีนอยู่มาก รายงานจากสถานทูตจีนในพม่าที่ส่งไปยังกระทรวงการต่างประเทศจีนฉบับหนึ่งรายงานว่า “รัฐบาลพม่าให้ความร่วมมือในการจัดงานฉลองวันชาติของจีนแบบขอไปทีและพยายามขัดขวางการดำเนินการของฝ่ายจีนในเรื่องต่าง ๆ เพราะเขารู้ว่าเราจะใช้โอกาสนี้ในการขยายอิทธิพลทางการเมืองของเราแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถห้ามเรามิให้ดำเนินการในเรื่องนี้ได้ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่นในกรณีที่จีนได้หารือกับฝ่ายพม่าเกี่ยวกับรายชื่อแขกชาวพม่าที่จะเชิญมาร่วมงานรับรองที่จะมีขึ้น ฝ่ายพม่าได้ปฏิเสธไม่ให้รายชื่อแก่ฝ่ายเราและยังพิจารณารายชื่อแขกอื่น ๆ ที่จะมาร่วมงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้ เรายังประสบปัญหาในการเลือกสถานที่จัดงานและการตกแต่งสถานที่... พวกเขาพยายามอย่างมากที่จะสืบรู้ให้ได้ว่าเรามีเจตนาอย่างไรในการจัดงานฉลองครั้งนี้”1
ผู้นำพม่ายังแสดงความกลัวและความระแวงสงสัยใจจีนอย่างเปิดเผยในหลายโอกาส อู นุ นายกรัฐมนตรีพม่าเคยกล่าวครั้งหนึ่งว่า “ผมยอมรับว่าก่อนการเยือนกรุงย่างกุ้งของนายกรัฐมนตรี โจว เอินไล ประชาชนของประเทศทั้งสองมีความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในฝ่ายพม่านั้น คนจำนวนมากกลัวว่าจีนจะสร้างปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ให้แก่รัฐบาลพม่า ในขณะที่ฝ่ายจีนเองก็มีความสงสัยอย่างมากว่าพม่าเป็นประเทศเอกราชอย่างแท้จริงหรือเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา”2
เจ้า ชเว ไท่ ผู้นำสภาสูงของรัฐสภาพม่า ได้กล่าวกับโจว เอนไล นายกรัฐมนตรีจีนที่ไปเยือนพม่าว่า “ประชาชนในภาคเหนือของพม่าไม่สบายใจที่มีกองกำลังก๊กมินตั๋ง (KMT) อยู่ในบริเวณนั้น พวกเขาเกรงว่าจะเกิดการปะทะทางทหารระหว่างรัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีนกับกองกำลัง KMT ในพม่า... ในฐานะที่เป็นประเทศเล็ก ๆ พม่าจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทสเพื่อนบ้าน”3 ในเดือนธันวาคม 2500 อู จอ เยน รองนายกรัฐมนตรีพม่ายอมรับว่า “ก่อนที่นายกรัฐมนตรีอู นุ จะเดินทางเยือนจีนและพบกับท่านประธานเหมา พม่ามีความเกรงกลัวจีนเนื่องจากพม่าเป็นประเทศเล็ก ๆ ในขณะที่จีนเป็นประเทศใหญ่”4
หลังจากได้รับเอกราช พม่าได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นกลาง ในช่วงปีแรก ๆ หลังจากการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน พม่าค่อนข้างมีความระมัดระวังเพราะไม่ต้องการทำให้ประเทศโลกตะวันตกขัดเคืองจากการมีการติดต่อที่ใกล้ชิดกับจีน และในขณะเดียวกันพม่าก็ไม่ต้องการทำให้จีนไม่พอใจโดยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประเทศตะวันตก เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศจีนที่ได้รับการเปิดเผยฉบับหนึ่งได้วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศพม่าไว้ดังนี้ : ในด้านหนึ่ง ในฐานะที่จีนเป็นเพื่อนบ้านทีใกล้ชิด “พม่าไม่ต้องการเป็นศัตรูกับจีนโดยหันไปหาที่พึ่งพิงจากค่ายโลกตะวันตก หากพม่าเกิดมีปัญหากับประเทศมหาอำนาจที่นิยมลัทธิจักรวรรดินิยม พม่าก็หวังจะหันไปขอความช่วยเหลือจากจีนและสหภาพโซเวียต” แต่ในขณะเดียวกัน “แม้ว่าชนชั้นปกครองของพม่าต้องการอย่างยิ่งที่จะเป็นอิสระ แต่พวกเขาก็มีความเกี่ยวโยงกับมหาอำนาจในลัทธิจักรวรรดินิยมชนิดที่แยกจากกันไม่ได้ เพราะพวกเขายังต้องพึ่งพามหาอำนาจเหล่านั้นอยู่มาก ดังนั้น ในทางการทูตแล้ว พม่าจึงยังไม่สามารถสลัดตัวเองให้พ้นจากอิทธิพลของตะวันตกได้”5
มีเหตุการณ์หลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เฉยชาระหว่างพม่ากับจีนก่อนการเยือนของโจว เอินไลในปี 2497 อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ในการพบกับนาย Yao Zhongming เอกอัครราชทูตจีนประจำพม่า รัฐมนตรีต่างประเทศพม่าได้กล่าวว่า การที่เอกอัครราชทูตกล่าวให้ข้อคิดเห็นต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมของสหรัฐอเมริกาต่อที่ประชุมชาวจีนโพ้นทะเลในพม่าเป็นการไม่สมควร และแนะนำว่าเอกอัครราชทูต Yao ควรระมัดระวังคำพูดเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น”6 หนังสือพิมพ์ยูนนานเดลี่ ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2494 ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “การต่อสู้ของพม่าเพื่อสันติภาพโลก” โดยทะขิ่น ลวิน ประธานการประชุมพม่าเพื่อปกป้องสันติภาพโลก บทความกล่าวว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยมสหรัฐฯ ได้ขยายอิทธิพลภายใต้นโยบาย ”การให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ” ที่สูงส่งและได้สร้างสนามบินหลายแห่งทั่วประเทศพม่า” และว่า “สหรัฐฯ พยายามใช้พม่าเป็นฐานในการบ่อนทำลายสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นประเทศแนวหน้าที่ต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม” ฝ่ายพม่าได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างสิ้นเชิงและยืนยันการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นกลางและการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี7 รวมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศจีนลงบทความในหนังสือพิมพ์ยูนนาน
เดลี่เพื่อชี้แจงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนั้น8
ความสัมพันธ์ที่เย็นชาระหว่างจีนกับพม่าในช่วงปีแรก ๆ หลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันอาจมีสาเหตุจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ : ประการแรกคือความไม่คุ้นเคยและความหวาดระแวงระหว่างผู้นำรุ่นใหม่และระหว่างประเทศทั้งสอง ประการที่ (2) ได้แก่ปัญหาชาวจีนโพ้นทะเล ประการที่(3) ปัญหาเขตแดนที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ประการที่ (4) ปัญหากองกำลัง KMT ในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำในภาคเหนือของพม่า ประการที่ (5) เหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์
และประการที่ (6) ภาวะสงครามเย็น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองยังคงเป็นไปอย่างเย็นชาจนกระทั่งภายหลังการเยือนของโจว เอินไลในเดือนมิถุนายน 2497 ที่ทั้งสองประเทศได้เห็นชอบหลัก
5 ประการว่าด้วย “การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” แล้ว ความสัมพันธ์จึงเริ่มพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นที่เป็นข้อห่วงกังวลร่วมกันหลายเรื่อง จี. วิลเลียม สกินเนอร์ นักวิชาการสหรัฐฯ เชื่อว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องแก้ปัญหาชาวจีนโพ้นทะเลใน 4 ประเด็น คือ บทบาทนำด้านเศรษฐกิจของชาวจีนโพ้นทะเลในภาคที่ไม่ใช่การเกษตรในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบการศึกษาของชาวจีนโพ้นทะเล ปัญหาสถานะทางกฎหมายและการถือสองสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเล และการผสมกลมกลืนทางการเมืองของชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่งได้รับเอกราช9 ในช่วงทศวรรษปี พ.ศ. 2493 – 2502 รัฐบาลจีนได้พยายามแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของชาวจีนโพ้นทะเลตามที่
สกินเนอร์กล่าวถึงเพื่อลดข้อห่วงกังวลและความหวาดระแวงของพม่าลง
ปัญหาสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเล
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างได้รับเอกราชแล้ว และในช่วงเริ่มต้นของยุคสงครามเย็น ในการพัฒนาความ
สัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเหล่านี้ จีนจำเป็นต้องแก้ปัญหาเรื่องการกำหนดสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเลที่อาศัยอยู่ในประเทศดังกล่าวซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในบริบทของสงครามเย็น ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศที่อยู่ในกระแสชาตินิยมได้ตกเป็นเป้าโจมตีของความรู้สึกชาตินิยมและอุดมการณ์ต่าง ๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มองว่าความจงรักภักดีของชาวจีนโพ้นทะเลย่อมต้องเป็นไปตามสัญชาติที่พวกเขาถืออยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวจีนโพ้นทะเลบางคนที่ถือสองสัญชาติ
ด้วยเหตุผลดังกล่าว รัฐบาลจีนจึงได้พยายามลดความหวาดระแวงของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กลัวว่าจีนจะใช้กลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลเป็น “แนวรบที่ห้า” ในช่วงต้นของทศวรรษ พ.ศ. 2493 – 2502 มีชาวจีนโพ้นทะเลอาศัยอยู่ในพม่าราว 350,000 คน หากพิจารณาจากกฎหมายสัญชาติของทั้งสองประเทศ คาดว่ามีชาวจีนโพ้นทะเลที่ถือสองสัญชาติประมาณ 260,000 คน หรือร้อยละ 74 ของชาวจีนโพ้นทะเลในพม่าทั้งหมด หากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม ปัญหาสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเลอาจมีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างพม่าและจีน และต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่
ในการพบหารือกับเอกอัครราชทูตพม่าเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2493 นายโจว เอินไล นายกรัฐมนตรีจีน ได้สอบถามว่าการแต่งงานระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลกับชาวพม่ามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสัญชาติของชาวพม่าที่แต่งงานกับชาวจีนโพ้นทะเลอย่างไร10 อู นุ นายกรัฐมนตรีพม่า
ได้เดินทางเยือนจีนครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2497 หลังจากการหารือ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า “ในเรื่องสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเลในพม่า รัฐบาลของทั้งสองประเทศจะมีการหารือประเด็นนี้ตามช่องทางทางการทูตโดยเร็ว”11 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2498 อู ฮละ หม่อง เอกอัครราชทูตพม่าประจำจีน ได้สอบถามว่าจีนจะเห็นชอบการสละสัญชาติจีนของชาวจีนโพ้นทะเลที่ได้รับสัญชาติพม่าหรือไม่ พม่าพร้อมที่จะเจรจากับจีนเกี่ยวกับปัญหาสองสัญชาตินี้12 หลังจากนั้นไม่นาน หลังจากที่ได้ศึกษาและหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว จีนได้ยกร่าง แถลงการณ์ร่วมและพร้อมที่จะรับข้อเสนอของพม่า13 อย่างไรก็ดี จีนได้เปลี่ยนท่าทีในเวลาต่อมาเพราะคิดว่ารัฐบาลพม่าตั้งใจที่จะ “ทำความตกลงกับจีนเพียงบางส่วนก่อน ซึ่งจะทำให้ฝ่ายพม่าได้เปรียบในการที่จะตัดสินใจว่า พม่าจะเริ่มเจรจาประเด็นเรื่องสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเลเพื่อแก้ปัญหาให้เรียบร้อยในคราวเดียวหรือจะประวิงการเจรจาไว้ก่อนก็ได้ แล้วแต่ว่าทางเลือกใดจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายพม่ามากกว่ากัน”14 ดังนั้น จีนจึงไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของฝ่ายพม่า การเจรจาจึงไม่เกิดขึ้น แต่ถึงแม้จะไม่ได้มีการเจรจาเรื่องดังกล่าว จีนก็ได้แสดงท่าทีในทางบวกต่อชาวจีนโพ้นทะเลที่ได้รับสัญชาติพม่าเพราะเชื่อว่า “การที่ชาวจีนโพ้นทะเลที่อยู่ในพม่าได้รับสัญชาติพม่าจะเป็นผลดีต่อจีนทั้งในแง่การเมืองและเศรษฐกิจ และเห็นว่ารัฐควรมีนโยบายสนับสนุนให้ชาวจีนโพ้นทะเลได้รับสัญชาติพม่ากันให้ได้มาก”15 รวมทั้งเห็นว่า “ถ้าชาวจีนโพ้นทะเลในพม่าได้รับสัญชาติพม่าแล้ว จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อจีน”16
ในการพบหารือกับเอกอัครราชทูตพม่าเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2499 นายกรัฐมนตรีโจวได้กล่าวว่า “ หลักการพื้นฐานของจีนในเรื่องนี้คือ จีนสนับสนุนให้ชาวจีนโพ้นทะเลที่เกิดในประเทศที่เขาเหล่านั้นอาศัยอยู่และเต็มใจที่จะอยู่ในประเทศนั้น ได้รับสัญชาติของประเทศนั้น”17 หมายความว่าจีนยอมรับการที่พม่าให้สัญชาติของประเทศตนแก่ชาวจีนโพ้นทะเลที่อาศัยอยู่ในพม่า ในงานเลี้ยงรับรองเพื่อต้อนรับนายกรัฐมนตรโจว เอินไลของชาวจีนโพ้นทะเลเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2499 นายกรัฐมนตรี
โจวได้กล่าวอย่างชัดเจนต่อชาวจีนโพ้นทะเลและต่อฝ่ายพม่าว่า เป็นที่น่ายินดีที่ “ชาวจีนโพ้นทะเลบางคนที่อาศัยอยู่ในพม่ามาเป็นเวลานานได้กลายเป็นประชาชนชาวพม่าโดยได้รับสัญชาติพม่า ... หากพวกเขาเหล่านั้นมีสิทธิเลือกถือสัญชาติด้วยความสมัครใจและได้รับสัญชาติของประเทศที่ตนอาศัยอยู่ตามกฎหมายท้องถิ่นของประเทศนั้น ก็ไม่ถือว่าเข้าเหล่านั้นเป็นพลเมืองของจีน”18
แม้ว่าจีนและพม่าจะไม่ได้ทำความตกลงเรื่องการถือสองสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเล แต่
คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลในกรุงย่างกุ้งเมื่อปี 2494 บ่งบอกให้เห็นว่าจีนไม่เพียงแต่ยอมรับและเข้าใจข้อเท็จจริงที่ว่าชาวจีนโพ้นทะเลได้อยู่ในพม่ามาเป็นเวลานานแล้ว แต่ยังส่งเสริมให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพม่านานพอกลายเป็นพลเมืองพม่าและไม่เห็นด้วยกับการถือสองสัญชาติ ในช่วงต้นทศวรรษ พ.ศ. 2493 – 2502 มีชาวพม่าที่มีบิดามารดาเป็นจีนหรือพม่ากว่า 140,000 คน ซึ่งก็คือบุตรหลานของชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นเก่าที่มีอยู่ราว 80,000 คนที่เกิดในพม่า พม่าได้ให้สัญชาติพม่าแก่คนกลุ่มนี้รวม 220,000 คน ซึ่งจีนก็สนับสนุนและเห็นด้วยที่คนกลุ่มนี้ได้กลายเป็นพลเมืองพม่า คนกลุ่มนี้เองก็มีความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมท้องถิ่น อู มิน เต็ง อดีตเอกอัครราชทูตพม่าประจำจีนได้เคยกล่าวให้ความเห็นไว้ครั้งหนึ่งว่า “ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้คิดว่าพวกเขาเป็นคนพม่า เมื่อรัฐบาลพม่าให้ชาวต่างชาติมาลงทะเบียน คนกลุ่มนี้ไม่ได้มาแสดงตัวเพื่อลงทะเบียนเลย และเป็นเรื่องจริงที่ว่าพวกเขาไม่ได้ใช้ชื่อจีนในพม่า... ในพม่ามีคนจำนวนมากที่มีที่มาจากมณฑลกวางตุ้งและฟูเจี้ยน คนพม่าคิดว่าพวกเขาเป็นชาวพม่าในขณะที่จีนมองว่าพวกเขาเป็นคนจีน แต่จริง ๆ แล้ว พวกเขามีมารดาหรือภรรยาเป็นชาวพม่า”19 ดังนั้น หลังจากที่พม่าได้รับเอกราช แม้ว่าจะมีชาวจีนโพ้นทะเลที่เชื่อกันว่าถือสองสัญชาติอยู่ในพม่าราว 260,000 คน แต่ปัญหาสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเลกลุ่มนั้นประมาณร้อยละ 85 หมดไปจากการที่จีนและพม่ามีความเห็นพ้องกันเกี่ยวกับสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเลที่มีบิดามารดาเป็นจีนและพม่าและเป็นบุตรหลานของชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นเก่าที่เกิดในพม่า รวมทั้งจากการที่คนกลุ่มนี้มองว่าตนเป็นชาวพม่ามากกว่าชาวจีน
การที่ทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันเกี่ยวกับสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเลนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการแก้ปัญหาอัตลักษณ์ทางการเมืองและบทบาททางเศรษฐกิจของชาวจีนโพ้นทะเลที่เปลี่ยนไปตามสัญชาติที่ถือ เพื่อลดความหวาดระแวงของรัฐบาลพม่าที่กลัวว่าจีนแดงจะใช้ชาวจีนโพ้นทะเลเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ปัญหาทางการเมืองของชาวจีนโพ้นทะเล
ในช่วงสงครามเย็น ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกมองว่าพวกเขาถูกจีนใช้เป็น “แนวรบที่ห้า” ในประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่เพื่อประโยชน์ในการแทรกซึมและขยายอิทธิพลของจีน มีหลายครั้งที่ชาวจีนโพ้นทะเลตกเป็นเป้าโจมตีของลัทธิชาตินิยมและกลุ่มที่นิยมอุดมการณ์ต่าง ๆ รัฐบาลพม่ามีความกังวลเป็นอย่างมากต่อการที่ชาวจีนโพ้นทะเลมีส่วนเกี่ยวข้องในการเมืองท้องถิ่นเนื่องจากกลัวว่ารัฐบาลจีนจะฉวยโอกาสนี้เข้าแทรกแซงกิจการภายในของพม่า
ในการพบกับนายกรัฐมนตรีโจว เอินไล อู บา ซเว เอกอัครราชทูตพม่าประจำจีนได้ยกเรื่องชาวจีนโพ้นทะเลในพม่าให้การสนับสนุนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครจากพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ขึ้นหารือดังนี้ : “พวกเขาทำธุรกิจกับชาวพม่าและใช้เงินที่หาได้มาสนับสนุนการเลือกตั้ง ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครจาก “พรรคแนวร่วมแห่งชาติ” สามารถหาเงินสนับสนุนจากชาวจีนโพ้นทะเลในพม่าได้หากมีจดหมายแนะนำต่อ ๆ กันมา” นายกรัฐมนตรีโจว เอินไลได้ตอบว่า “ท่าทีของจีนในเรื่องนี้คือ หากชาวจีนโพ้นทะเลไม่ได้รับสัญชาติของประเทศที่ตนอาศัยอยู่ พวกเขาก็ไม่มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการเมืองท้องถิ่น... เรายึดตามหลักการนี้ หากชาวจีนโพ้นทะเลที่ไม่ได้มีสัญชาติพม่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเมืองท้องถิ่นตามที่ท่านกล่าวมา ทางการจีนก็สนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลพม่าที่จะยุติการกระทำดังกล่าว หมายความว่าเรามีท่าทีเหมือนกับรัฐบาลพม่า การที่รัฐบาลพม่าคิดว่าจีนเข้าข้างชาวจีนโพ้นทะเลในพม่าจึงไม่ถูกต้อง ส่วนประเด็นเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลกับชาวพม่าและการใช้เงินองพวกเขานั้น รัฐบาลพม่าย่อมมีสิทธิที่จะสอบสวนเรื่องดังกล่าว” ในเวลาต่อมาหลังจากที่มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและความพยายามกับฝ่ายจีนแล้ว อู นุ ได้ “ประกาศในหลายโอกาสว่าการกล่าวหาจีนในเรื่องนี้ไม่มีมูลแต่อย่างใด” หลังจากนั้น เรื่องนี้ก็ไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นอีกเลย20
อดีตนายกรัฐมนตรี อู บา ซเว ได้กล่าวกับนายโจว เอินไล เมื่อปี 2503 ว่า “ในการรณรงค์เพื่อการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2503 ชาวจีนโพ้นทะเลที่นิยมซ้ายได้ให้เงินสนับสนุนกลุ่ม “คลีน” (Clean faction) ของพรรค AFPFL ทำให้ผู้สมัครในกลุ่มนั้นใช้เงินราวกับเบี้ย พม่าหวังว่า ฯพณฯ จะช่วยหยุดการกระทำดังกล่าวได้ ผู้นำในกลุ่ม “คลีน” ของพรรค AFPFL ทั่วประเทศพม่าต่างใช้ชื่อของตนขอเงินสนับสนุนจากชาวจีนโพ้นทะเลที่เป็นนักธุรกิจโดยตรง และชาวจีนเหล่านั้นก็ไม่ลังเลที่จะให้เงินตามที่ขอ” ซึ่งนายโจว เอินไลตอบว่า “รัฐบาลจีนมีนโยบายชัดเจนว่าชาวจีนโพ้นทะเลที่ไม่ได้รับสัญชาติพม่าจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองในพม่า ข้าพเจ้าได้บอกพวกเขาหลายครั้งแล้ว และสถานทูตของเราก็ได้ชี้แจงให้ชาวจีนโพ้นทะเลที่อาศัยอยู่ในพม่าให้ทราบถึงนโยบายนี้ด้วย” เอกอัครราชทูตจีนประจำพม่ากล่าวเสริมว่า “ก่อนการเลือกตั้ง สถานทูตของเราได้เชิญชาวจีนโพ้นทะเลที่ไม่ได้รับสัญชาติพม่ามาโดยเฉพาะเพื่อขอไม่ให้ชาวจีนเหล่านั้นเข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมืองของพม่า”21 ต่อข้อกล่าวหาของพม่าที่ว่าสำนักงานสาขาของธนาคารแห่งประเทศจีนที่กรุงย่างกุ้งมีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุน อู นุ นั้น นายโจว เอินไลกล่าวว่ารัฐบาลจีนมีสิทธิที่จะตรวจสอบบัญชีของสำนักงานสาขานั้นได้และกล่าวว่า “จีนไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคบางพรรคเรียกร้องเงินบริจาคจากนักธุรกิจ แต่ก็เป็นไปได้ว่านักธุรกิจบางคนอาจบริจาคเงินให้โดยได้รับอิทธิพลจากคนอื่น ๆ”22
อันที่จริงแล้ว เมื่อจีนกับพม่าเริ่มแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกันในปี 2497 จีนได้แสดงท่าทีและให้ความเห็นที่ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองของชาวจีนโพ้นทะเล ในคราวที่ อู นุ
นายกรัฐมนตรีพม่าเดินทางเยือนจีน เหมาเจ๋อตุง บอกกับเขาว่า “จีนจะไม่ตั้งองค์กรคอมมิวนิสต์ในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลในพม่า สาขาต่าง ๆ ที่เคยอยู่ที่นั่นได้สลายตัวไปหมดแล้ว จีนมีนโยบายเช่นเดียวกันนี้ในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ด้วย เราได้บอกชาวจีนโพ้นทะเลไม่ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองในพม่า พวกเขาสามารถเข้าร่วมได้เท่าที่ทางการพม่าอนุญาตเท่านั้น เช่น ในงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะต้องเผชิญสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนและยากลำบาก... ในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลมีบางคนที่หัวรุนแรง เราได้พยายามชักชวนชาวจีนกลุ่มนี้ไม่ให้เข้าไปยุ่งในกิจการภายในของพม่า เราบอกให้พวกเขาเคารพกฎหมายของประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่และไม่ให้ติดต่อกับพรรคการเมืองใด ๆ ที่ต่อต้านรัฐบาลพม่าด้วยกำลังอาวุธ”23
ในงานเลี้ยงรับรองที่ชาวจีนโพ้นทะเลในกรุงย่างกุ้งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2499
โจว เอินไลได้กล่าวถึงท่าทีจีนในเรื่องนี้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นว่า : ชาวจีนโพ้นทะเล “ควรทำในสิ่งที่ควร พยายามเป็นพลเมืองที่ดี เป็นผู้ที่เคารพกฎหมาย และเหนือสิ่งอื่นใดควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี” เขากล่าวว่าชาวจีนที่ได้รับสัญชาติพม่าแล้วไม่ควรทำตัวเหมือนกับผู้ที่ยังไม่ได้รับสัญชาติ ผู้ที่ได้รับสัญชาติแล้วไม่ควรเข้าร่วมในองค์การของชาวจีนโพ้นทะเลใด ๆ ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้สัญชาติก็ไม่ควรเข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมืองในพม่า “ชาวจีนโพ้นทะเลไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพรรคการเมืองพม่า สมะครรับเลือกตั้ง หรือเข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ พวกเขาควรหลีกให้ไกลสิ่งเหล่านี้... นอกจากนั้น เราจะไม่สร้างองค์กรใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรของพรรคคอมมิวนิสต์หรือพรรคประชาธิปไตยของจีนอื่น ๆ เราต้องขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนในเรื่องนี้ บางคนอาจเข้าร่วมพรรคการเมืองได้หลังจากเดินทางกลับประเทศจีนแล้ว แต่จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพรรคการเมืองในระหว่างที่อยู่ในพม่า”24 ในระหว่างการเยือนครั้งนั้น โจว เอินไลได้กล่าวอย่างชัดแจ้งว่า “ในทางการเมือง จีนถือว่าผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในพม่าเป็นพลเมืองพม่าและไม่มีสัญชาติจีนอีกต่อไป ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมองค์กรและกิจกรรมใด ๆ ของชาวจีนโพ้นทะเล ในทำนองเดียวกัน หากชาวจีนโพ้นทะเลคนใดยังถือสัญชาติจีนอยู่ พวกเขาก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองในพม่า”25 ผู้เขียนได้รับการบอกเล่าจากชาวจีนโพ้นทะเลอาวุโสในกรุงย่างกุ้งผู้หนึ่งว่า นอกจากการแสดงท่าทีและบอกกล่าวถึงสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำแล้ว ในการเยือนพม่าทั้ง 9 ครั้ง นายกรัฐมนตรีโจว เอินไลได้กล่าวว่า “ชาวจีนโพ้นทะเลไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวในกิจกรรมการเมืองท้องถิ่นที่เป็นกิจกรรมสาธารณะใด ๆ เลย” ในการเยือนทุกครั้งไป
แม้ว่าในช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2493 – 2502 ประเด็นชาวจีนโพ้นทะเลจะเป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วอาจกล่าวได้ว่า ท่าทีและความชัดเจนในท่าทีของจีนต่อปัญหาดังกล่าวรวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าชาวจีนโพ้นทะเลไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในกิจกรรมทางการเมืองท้องถิ่น ได้ช่วยคลายข้อห่วงกังวลของรัฐบาลพม่าไปได้
บทบาททางเศรษฐกิจของชาวจีนโพ้นทะเล
การที่ชาวจีนโพ้นทะเลเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศที่เริ่มมีความรู้สึกชาตินิยมเกิดความระแวงสงสัยและเฝ้ามองชาวจีนเหล่านี้ด้วยความระแวดระวัง กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น พวกนิยมชาติหัวรุนแรง และกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มได้ปลุกระดมความรู้สึกต่อต้านชาวจีนมานานแล้ว โดยกล่าวหาว่าชาวจีนโพ้นทะเลเป็นกลุ่มที่ “ควบคุมเส้นเลือดทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” การสร้างความรู้สึกชาตินิยมทางเศรษฐกิจเป็นลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของขบวนการชาตินิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังสงครามโลก
ครั้งที่ 2 หลังได้รับเอกราชตั้งแต่ปี 2488 เป็นต้นมา ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ออกมาตรการเพื่อแสวงหาความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ ก่อนได้รับเอกราช ระบบเศรษฐกิจของพม่าถูกควบคุมโดยชาวอังกฤษที่ครอบครองพม่าเป็นอาณานิคม ชาวอินเดีย และชาวจีนโพ้นทะเล หลังจากพม่าได้รับ
เอกราชในปี 2491 การทำให้ระบบเศรษฐกิจเป็นของชาวพม่ากลายเป็นนโยบายหลักที่สำคัญ26 ลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจของพม่าพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร การทำเหมืองและการ
ค้าขาย โดยที่ชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลเป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้าและการค้าปลีก ชาวจีนกลุ่มดังกล่าวจึงได้รับผลกระทบอย่างมากจากนโยบายการ ซึ่ง “ให้ความสำคัญแก่ชาวพม่าก่อนในแง่ของการทำการค้าขาย”
จีนเชื่อว่าจริง ๆ แล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสาเหตุมาจาก “ความขัดแย้งระหว่างระบบเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ของชาวจีนโพ้นทะเลกับระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ” การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องเริ่มจากภาคการค้า จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ธุรกิจการค้าของชาวจีนโพ้นทะเลจะตกเป็นเป้าของการถูกควบคุม รัฐบาลท้องถิ่นได้หันไปใช้วิธีทางกฎหมายโดยใช้นโยบายผสมผสานแห่งชาติกับอุตสาหกรรมทุกสาขาเพื่อควบคุมระบบเศรษฐกิจของชาวจีนโพ้นทะเล “เราแนะนำว่าควรมีการโอนเงินทุนบางส่วนของชาวจีนโพ้นทะเลไปยังภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เราได้อยู่ในสถานะที่ดีที่จะทำให้เราสามารถมีบทบาทริเริ่มทางด้านการเมืองได้ และสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลกับประชาชนในประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่ รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างระบบเศรษฐกิจของชาวจีนโพ้นทะเลกับระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น”27 รัฐบาลพม่าดำเนินมาตรการเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจอยู่ในมือชาวพม่าในขอบเขตที่จำกัดโดยเน้นเฉพาะด้านการค้า การนำเข้าและการส่งออก แต่รัฐบาลพม่าได้ส่งเสริมให้ชาวจีนโพ้นทะเลลงทุนในภาคอุตสาหกรรมของพม่า ในระหว่างการเยือนพม่าของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลในปี 2499 นายกรัฐมนตรี อู บา ซเว กล่าวกับเขาว่า “ตั้งแต่พม่าได้เอากิจการรับจำนำมาเป็นของรัฐ อาจมีเงินทุนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่ในมือชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนหนึ่ง หากเงินจำนวนนี้ถูกนำมาลงทุนในการพัฒนาอุตสาหกรรม รัฐบาลพม่าจะไม่คัดค้านแต่จะช่วยสนับสนุนการโอนเงินทุนดังกล่าว”28
ในระหว่างการเยือนพม่าในปี 2499 โจว เอินไลได้กล่าวกับชาวจีนโพ้นทะเลว่า ถ้าหากพวกเขาต้องการตั้งรกรากในพม่า พวกเขาควรมีแผนในระยะยาว การทำการค้าบางครั้งอาจมีความเสี่ยง แต่การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมมีลู่ทางที่ดีกว่า ดังที่เขากล่าวว่า “ผลตอบแทนจากการลงทุนในภาค อุตสาหกรรมอาจจะต่ำแต่มั่นคง ผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ควรทำกิจการในด้านนี้ โดยนำเงินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ไปลงทุนในพม่าและร่วมมือกับชาวพม่า การลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาและอุตสาหกรรมสินค้าหัตถกรรมที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลพม่าเป็นแผนระยะยาวที่เป็นการมองการณ์ไกล และจะทำให้เราสามารถเข้ามามีส่วนร่วมและสนับสนุนการพัฒนาของพม่า”29
รัฐบาลจีนไม่เพียงแต่จะออกนโยบายที่จูงใจชาวจีนโพ้นทะเลให้การเปลี่ยนจากการทำการค้ามาเป็นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังให้การสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์อย่างมาก ตัวอย่างเช่น เมื่อชาวจีนโพ้นทะเลและชาวพม่าร่วมกันก่อตั้งโรงงานทำกระดาษในช่วงกลางและปลายทศวรรษ พ.ศ. 2493 – 2502 กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการค้าต่างประเทศและกระทรวงอุตสาหกรรมของจีนได้แนะนำหลังจากการศึกษาอย่างรอบคอบว่า ในเรื่องของการแบ่งปันผลกำไร การจัดการรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ระยะเวลาของการดำเนินการก่อนกิจการจะถูกโอนเป็นของรัฐ การคืนเงินลงทุน และการอบรมด้านการบริหารจัดการ นักลงทุนชาวจีนโพ้นทะเล “ไม่ควรจะเรียกร้องมากจนเกินไปเพราะกลัวว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างความระแวงให้แก่รัฐบาลของพม่า ความพร้อมของพวกเราในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่ชาวพม่าทางด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลจีนในการให้คำแนะนำและสนับสนุนชาวจีนโพ้นทะเลในการเปลี่ยนจากการทำการค้ามาเป็นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม”30 สถานทูตจีนได้กล่าวด้วยว่า “อุตสาหกรรมที่ชาวจีนโพ้นทะเลเป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินงานมักมีประวัติความเป็นมาเพียงสั้น ๆ และมีพื้นฐานอ่อนแอ แต่ในฐานะที่เป็นพลังที่กำลังก่อตัวขึ้น อุตสาหกรรมเหล่านี้ควรดำเนินไปในแนวทางเดียวกับความพยายามที่จะรวมเข้ากับเศรษฐกิจของพม่า วิธีนี้เป็นทางออกทางเดียวเพราะไม่เพียงแต่จะเป็นไปตามความต้องการและเป็นประโยชน์แก่ระบบเศรษฐกิจพม่าเท่านั้น แต่ยังเป็นผลประโยชน์ของชาวจีนโพ้นทะเลในระยะยาวด้วย ระบบเศรษฐกิจของชาวจีนโพ้นทะเลจะต้องเป็นไปเพื่อสนับสนุนชุมชนและประชาชนท้องถิ่นและผสมกลมกลืนเข้ากับระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีส่วนช่วยสร้างความมั่งคั่งให้ระบบเศรษฐกิจของพม่าและมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการปรับปรุงความเป็นอยู่ของชาวพม่าให้ดีขึ้น”31
ในขณะเดียวกัน มีนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนน้อยที่แสวงหากำไรด้วยวิธีที่ผิดศีลธรรม ทำให้ประชาชนและรัฐบาลพม่าไม่พอใจ นายกรัฐมนตรีพม่า อู บา ซเว กล่าวต่อนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลว่า “ชาวจีนโพ้นทะเลส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่ก็มีนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลบางคนที่เก็งกำไรในตลาดมืด ซึ่งกระทบต่อการทำงานของระบบตลาด รัฐบาลพม่าหวังว่าชาวจีนโพ้นทะเลจะสามารถโอนเงินทุนไปยังอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนา”32 นายโจว เอินไลได้ตอบว่า “ชาวจีนโพ้นทะเลไม่ว่าจะทำการค้าหรืออุตสาหกรรม ควรจะปฏิบัติตามกฎหมายของพม่าและควรหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม” พวกเขาไม่ควรขึ้นราคาสินค้าให้สูงโดยไม่มีเหตุผลหรือยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจตลาดมืด ซึ่งกระทบต่อผลประโยชน์ของสาธารณชน “แต่พวกเขาควรจะเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นนักธุรกิจที่มีคุณธรรมสูงและมีศักดิ์ศรี”33
ประเด็นทางเศรษฐกิจของชาวจีนโพ้นทะเลไม่ได้มีความเด่นชัดเท่ากับประเด็นทางการเมืองเนื่องจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศได้ให้แนวทางที่ถูกต้องและเนื่องจากชาวจีนโพ้นทะเลได้เปลี่ยนจากการทำธุรกิจการค้ามาเป็นอุตสาหกรรม เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจของชาวจีนโพ้นทะเลในพม่ายังน้อยกว่าชาวอินเดียโพ้นทะเลซึ่งเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากกว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
การมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและเป็นมิตรกับคนท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวจีนโพ้นทะเลในการอยู่ในชุมชนท้องถิ่น เพราะจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดจากลัทธิชาตินิยม ปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา และช่วยสร้างความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศที่ตนอาศัยอยู่กับประเทศแม่ของตน
ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนท้องถิ่นและสามารถเข้าได้กับคนส่วนใหญ่ของสังคม ชาวจีนโพ้นทะเลซึ่งมีฐานะเป็นผู้อพยพจะต้องมีทัศนคติที่ดี มีเหตุมีผลและให้ความร่วมมือ นายกรัฐมนตรีโจว เอินไล เคยกล่าวกับชาวจีนโพ้นทะเลครั้งหนึ่งว่า พวกเขาไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับลัทธิชาตินิยมรุนแรงและไม่ควรหลงตัวเอง “แต่ควรจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตัวและมีความระมัดระวัง ซึ่งเป็นสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนหรือระหว่างชาติ”34 นาย Li Jun อดีตหัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ย่างกุ้ง พีเพิลส์ เดลี่ ได้ให้ความเห็นต่อคำกล่าวของโจว เอินไลว่า “ผมอยู่ด้วยในขณะที่โจว เอินไลกล่าวเช่นนั้น ซึ่งมีผลอย่างมากในเวลาต่อมา และนับตั้งแต่นั้น ชาวจีนโพ้นทะเลก็เริ่มที่จะละทิ้งลัทธินิยมชนชาติฮั่น (Hans Chauvinism)”35
พม่าเป็นประเทศพุทธที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธเป็นรากฐานและเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมพม่า ขนบธรรมเนียมประเพณีและนิสัยใจคอซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเกิดจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เช่น ในเรื่องอาหารการกิน เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย การแต่งงาน งานศพ การฉลองเทศกาลต่าง ๆ และการแสดงเพื่อความบันเทิง ประเพณีและนิสัยใจคอเป็นภาพสะท้อนของขนบธรรมเนียม จิตวิทยา ความเชื่อทางศาสนาและปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นมาในอดีตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่สร้างลักษณะเฉพาะของกลุ่ม
ชาติพันธุ์แต่ละกลุ่ม ดังนั้น การเคารพและยอมรับความเชื่อทางศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีของประชาชนท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความใกล้ชิดและการผสมกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมหลักของท้องถิ่นได้ในระดับหนึ่ง และบ่งบอกถึงการยอมรับและการรับรู้ของชาวพม่าเกี่ยวกับชาวจีนโพ้นทะเล ด้วยเหตุนี้ ผู้นำจีนจึงได้กล่าวว่า “ชาวจีนโพ้นทะเลควรเคารพความเชื่อทางศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่ เราเชื่อว่าชาวจีนโพ้นทะเลควรจะสร้างมิตรภาพหรือแม้แต่ความเป็นญาติพี่น้องกับประชาชนท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขของชาวจีนโพ้นทะเลในการตั้งรกรากอยู่ในประเทศนั้นในระยะยาว”36
นายโจว เอินไล สนับสนุนให้มีการแต่งงานระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลกับชาวพม่า เขาเชื่อว่า “การแต่งงานดังกล่าวจะมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ เมื่อเราพบกับเพื่อนชาวพม่า เรารู้สึกภูมิใจที่หลายคนมีความผูกพันทางสายเลือดกับชาวจีนและทำให้เรามีลูกพี่ลูกน้องและญาติจำนวนมากในประเทศนี้... การที่ชาวจีนโพ้นทะเลได้แต่งงานกับชาวพม่าเป็นสิ่งที่ควรเฉลิมฉลอง พวกท่านบางคนหรือญาติบางคนของท่านได้แต่งงานกับเพื่อนชาวพม่าของเรา ซึ่งผมขอส่งความปรารถนาดีไปยังพวกเขาดหล่านั้น”37 สำหรับวัตถุประสงค์ของในการสนับสนุนให้มีการแต่งงานระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลกับประชาชนท้องถิ่นนั้น นายโจว เอินไล ได้กล่าวอย่างชัดเจนมานานแล้ว ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม 2494 ในการประชุมสภาแห่งรัฐของจีน (Chinese State Council) ครั้งที่ 99 ว่า “ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีชาวจีนโพ้นทะเลมากกว่า 10 ล้านคน เราควรสนับสนุนให้คนเหล่านี้แต่งงานกับประชาชนท้องถิ่นมากกว่าที่จะห้าม เพราะการแต่งงานดังกล่าวจะทำให้พวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับคนท้องถิ่นได้และเดินหน้าไปพร้อม ๆ กัน”38
เนื่องจากภาษาเป็นทั้งสัญญลักษณ์ของวัฒนธรรมและเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร การรู้ภาษาท้องถิ่นอย่างเชี่ยวชาญเป็นเงื่อนไขพื้นฐานประการหนึ่งของชาวจีนโพ้นทะเลในฐานะผู้อพยพในการปรับตัวให้เข้ากับชุมชนท้องถิ่นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนท้องถิ่น นายโจว เอินไล ได้บอกให้ชาวจีนโพ้นทะเลในพม่าเพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถสื่อสารกับชาวพม่าได้เองโดยตรง เขากล่าวว่า “มันเป็นเรื่องน่าอายหากพวกท่านไม่ได้เรียนรู้ภาษาต่างประเทศให้ดี มีบางคนอยู่ในต่างประเทศนับเป็นสิบ ๆ ปีก็ยังไม่เข้าใจภาษาท้องถิ่นแม้เพียงประโยคเดียว...ผมขอแนะนำว่าชาวจีนโพ้นทะเลควรเรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ดี และยิ่งกว่านั้น ชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นใหม่ในพม่าควรต้องเข้าใจภาษาพม่าด้วย... หากหนังสือพิมพ์จีนโพ้นทะเลจะเพิ่มหน้าที่เป็นภาษาพม่าได้ก็จะดีมาก ชาวจีนโพ้นทะเลควรอ่านได้ทั้งภาษาจีนและภาษาพม่า ในโรงเรียนของชาวจีนโพ้นทะเล ภาษาพม่าต้องเป็นวิชาบังคับ”39 ด้วยการแนะนำและสนับสนุนจากรัฐบาลจีน คนจีนโพ้นทะเลที่เป็นชาวพม่า “เริ่มที่จะปรับปรุงการเรียนการสอนภาษาพม่าให้ดีขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ พ.ศ. 2493 – 2502 และสิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นประโยชน์หลังจากที่มีความพยายามมาหลายปี”40 ในเดือนกันยายน 2500 สมาคมครูชาวจีนโพ้นทะเลในพม่า ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการจัดการศึกษาของชาวจีนในพม่า กำหนดให้โรงเรียนจีนทั้งหมดต้องเพิ่มการสอนภาษาพม่าและบรรจุวิชาภาษาพม่าไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน โรงเรียนจีนบางแห่งถึงกับใช้นโยบาย “หนึ่งโรงเรียน สองหลักสูตร (ภาษาจีนและภาษาพม่า)” เลยทีเดียว
บทสรุป
วิคเตอร์ เพอร์เซลล์ (Victor Purcell) นักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่มีชื่อเสียงได้กล่าวว่า การล้มเลิกระบบอาณานิคมและการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ในจีนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ปัจจัยที่เกื้อหนุนชาวจีนโพ้นทะเลอยู่แต่เดิมเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นพร้อม ๆ กัน”41 การเปลี่ยนแปลงในโชคชะตาของชาวจีนโพ้นทะเลที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาดังกล่าวเห็นได้จากปัญหาเกี่ยวกับสถานภาพของบุคคลตามกฎหมาย การได้รับความยอมรับทางการเมือง บทบาททางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น ถึงแม้ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเข้าสู่ลัทธิชาตินิยมจะประสบกับความท้าทายเหมือน ๆ กัน แต่สถานการณ์ของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับจำนวนชาวจีนโพ้นทะเลในท้องถิ่น ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ระดับความสาสารถในการปรับตัว และความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่ เมื่อเปรียนเทียบกับชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในพม่ามีขนาดเล็กกว่า มีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ แต่มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับชุมชนท้องถิ่นและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น ซึ่งอธิบายว่าเหตุใดประเด็นของชาวจีนโพ้นทะเลจึงไม่ได้กลายเป็นปัญหาสำคัญในความสัมพันธ์จีน-พม่า และเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นคือนโยบายที่ทั้งสองประเทศปฏิบัติต่อกัน
ในช่วงทศวรรษ พ.ศ.2493 – 2502 พม่าซึ่งเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาบรรจบกัน ได้แสดงความกังวลในหลายโอกาสว่าจีนใหม่อาจบั่นทอนความมั่นคงของชาติ และเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับจีนและประเทศต่าง ๆ : “รัฐบาลพม่าตระหนักดีว่า สภาพทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นโยบายเป็นกลางของพม่าเป็นทางเลือกนโยบายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผลประโยชน์แห่งชาติเป็นปัจจัยที่กำหนดไม่ให้พม่าเผชิญหน้ากับจีนคอมมิวนิสต์” จีนถือว่าพม่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สามารถต่อต้านกลยุทธ์การปิดล้อมและคว่ำบาตรจีนของชาติตะวันตก เมื่อมองปัญหาของชาวจีนโพ้นทะเลในพม่าในบริบทดังกล่าว จะเห็นได้ชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอบสนองผลประโยชน์ของชาติทั้งสอง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ทวิภาคี รัฐบาลพม่าจะไม่ทำให้จีนไม่พอใจด้วยเหตุผลนี้42 จีนจะยังคงดำเนินนโยบายปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของชาวจีนโพ้นทะเลและปกป้องผลประโยชน์ของความสัมพันธ์จีน-พม่าโดยรวม แต่เมื่อใดที่ผลประโยชน์ทั้งสองขัดแย้งกัน จีนจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์อย่างหลังมากกว่า ดังนั้น สำหรับชาวจีนโพ้นทะเล รัฐบาลพม่าได้ใช้นโยบายที่ผสมผสานการควบคุมอย่างเข้มงวดกับการใช้ประโยชน์สูงสุด ชาวจีนโพ้นทะเลต้องประสบกับแรงกดดันจากลัทธิชาตินิยมของพม่า แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขายังได้สิทธิในการอยู่อาศัยในระดับหนึ่ง นโยบายของจีนทางด้านเชื้อชาติ การเมือง ระบบเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ของชาวจีนโพ้นทะเลกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ มักจะเป็นไปเพื่อช่วยให้ชาวจีนโพ้นทะเลสามารถตั้งรกรากเป็นการถาวรได้อย่างสงบสุข และขจัดข้อสงสัยที่ชาวจีนโพ้นทะเลจะเป็น “แนวรบที่ห้า” ดังนั้น จีนจึงให้ความมั่นใจว่าประเด็นชาวจีนโพ้นทะเลจะไม่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี
_________________________________
ดร. .. Fan Hongwei..เป็นอาจารย์ที่ศูนย์การศึกษาเอเชียอาคเนย์ มหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารเอเชียกิจการอาคเนย์ ฉบับที่ 1 และได้รับการแปลโดย Ding Hao สำหรับ KRSEA
Kyoto Review of Southeast Asia
Issue 10 (August 2008)
© Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University
KYOTO REVIEW OF SOUTHEAST ASIA GRATEFULLY ACKNOWLEDGES THE SUPPORT OF THE TOYOTA FOUNDATION.
Designed and developed by SQUEAKYSTUDIOS for CSEAS
เชิงอรรถ
1 “สรุปการฉลองงานวันชาติที่สถานทูตประจำพม่า,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 117-00038-2(1).
2 “นายกรัฐมนตรีโจว เอินไล จัดงานเลี้ยงรับรองให้นายกรัฐมนตรีอู นุ,” ซินหัวรายสองสัปดาห์, ค.ศ. 1957(9).
3 “ท่าทีของเจ้าหน้าที่ทางการและสื่อพม่าต่อการเยือนพม่าของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไล,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00259-03.
4 “รายงานการหารือของประธานเหมา เจ๋อตุงกับรองนายกรัฐมนตรีพม่า อู บา ซเว และอู จอ เยน ที่เยือนจีน,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00339-01(1).
5 “สถานการณ์ในพม่า,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 102-00055-04(1).
6 “ความเห็นของรัฐมนตรีต่างประเทศพม่าต่อคำกล่าวของเอกอัครราชทูตจีนที่งานชุมนุมของชาวจีนโพ้นทะเลและท่าทีของจีนต่อความเห็นดังกล่าว,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00067-02(1).
7 “เลขานุการเอกปฏิเสธการจัดตั้งฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในพม่า,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00174-02(1).
8 “สถานทูตพม่าในจีนขอให้กระทรวงการต่างประเทศจีนลงบทความในหนังสือพิมพ์ยูนนานเดลี่เพื่อชี้แจงข้อความที่ไม่ถูกต้องในข้อเขียนของ ทะขิ่น ลวิน,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00078-01(1).
9 จี. วิลเลียส สกินเนอร์. “ชาวจีนโพ้นทะเลในเอเชียอาคเนย์,” บันทึกของบัณฑิตยสถานสหรัฐอเมริกาสาขารัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์, เล่มที่ 321 (มกราคม ค.ศ. 1959)”
10 “รายงานสรุปการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลกับเอกอัครราชทูตพม่า อู มิน เต็ง,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00002-01(1).
11 “การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีจีนกับนายกรัฐมนตรีพม่า.” หนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลี่, 13 ธันวาคม ค.ศ. 1954
12 “รายงานสรุปการหารือรัฐมนตรีต่างประเทศ Zhang Hanfu กับอู ฮละ หม่อง เอกอัครราชทูตพม่าประจำจีน (วันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1955 เวลา 10.30 น.),” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00175-03(1).
13 “ข้อแนะนำเกี่ยวกับสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเล,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00510-03(1).
14 “แฟ้มเรื่องการถือสองสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเลรวบรวมโดยกรมกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00510-10(1).
15 “แฟ้มเรื่องการถือสองสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเล.”
16 “ข้อแนะนำเกี่ยวกับสัญชาติของชาวจีนโพ้นทะเล.”
17 “รายงานการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลกับเอกอัครราชทูตพม่าประจำจีน อู ฮละ หม่อง (วันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1956),” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00307-02(1).
18 “คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลในงานชุมนุมของชาวจีนโพ้นทะเลที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00510-08(1).
19 “รายงานการหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศ Zhang Hanfu กับอู มิน เต็ง เอกอัครราชทูตพม่าประจำจีน,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00002-02(1).
20 “รายงานสรุปการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลกับผู้นำพม่า,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 203-00019-02(1).
21 “รายงานการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลกับอดีตนายกรัฐมนตรีพม่า อู บา ซเว,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 203-00036-04(1).
22 “รายงานสรุปการเยือนพม่าของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไล,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 203-Y0036.
23 งานของเหมา เจ๋อตุง, เล่มที่ 6 (ปักกิ่ง : สำนักพิมพ์ประชาชน, ค.ศ. 1999) หน้า 376-77.
24 “คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลในงานชุมนุมของชาวจีนโพ้นทะเลที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า.”
25 บันทึกของโจว เอินไล ค.ศ. 1949-1976. เล่ม 1 (ปักกิ่ง : สำนักพิมพ์รวมเล่มกลาง, ค.ศ. 1977). หน้า 647.
26 แฟรงก์ เอช. โกเลย์, ความด้อยพัฒนาและลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจในเอเชียอาคเนย์ (อิทาคา, นิวยอร์กและลอนดอน : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์, ค.ศ. 1969) หน้า 211-262.
27 “ว่าด้วยกิจการชาวจีนโพ้นทะเล,” จดหมายเหตุของสำนักกิจการชาวจีนโพ้นทะเล, สภาแห่งรัฐ, ค.ศ. 1992
28 “รายงานสรุปการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลกับผู้นำพม่า.”
29 “คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลในงานชุมนุมชาวจีนโพ้นทะเลที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า.”
30 “ว่าด้วยโรงงานกระดาษร่วมระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลกับรัฐบาลพม่า,” จดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เลขที่ 105-00339-07(1)”
31 “การสำรวจเศรษฐกิจของชาวจีนโพ้นทะเลในกรุงย่างกุ้งโดยสถานทูตจีนประจำพม่า,” 15 ตุลาคม ค.ศ. 1958 (ไม่ทราบสำนักพิมพ์).
32 “รายงานสรุปการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลกับผู้นำพม่า.”
33 “คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลในงานชุมนุมชาวจีนโพ้นทะเลที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า.”
34 “คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลในงานชุมนุมชาวจีนโพ้นทะเลที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า.”
35 การสัมภาษณ์นาย Li Jun ชาวจีนโพ้นทะเลสัญชาติพม่าที่กลับมาประเทศจีนโดยผู้เขียน, คุนหมิง, ประเทศจีน, วันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2003.
36 “คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลในงานชุมนุมชาวจีนโพ้นทะเลที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า.”
37 “คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลในงานชุมนุมชาวจีนโพ้นทะเลที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า.”
38 บันทึกของโจว เอินไล ค.ศ. 1949 – 1976, เล่ม 1 (ปักกิ่ง : สำนักพิมพ์รวมเล่มกลาง, ค.ศ. 1977), หน้า 647.
39 “คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไลในงานชุมนุมชาวจีนโพ้นทะเลที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า.”
40 การสัมภาษณ์นาย Feng Lidong ชาวจีนโพ้นทะเลสัญชาติพม่าที่กลับมาประเทศจีนโดยผู้เขียน, เซียะเหมิน, ประเทศจีน, วันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 2003.
41 วิกเตอร์ เพอร์เซลล์, “สังคมชาวจีนในเอเชียอาคเนย์,” ใน เอเชียอาคเนย์ : การเมืองของการรวมชาติ, รวบรวมโดยจอห์น ที. อลิสเตอร์, จูเนียร์. (นิวยอร์ก : สำนักพิมพ์แรนดอม, ค.ศ. 1973).
42 เหตุการณ์วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1967 เป็นข้อยกเว้นในช่วงเวลาพิเศษนั้น สำหรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โปรดดู “เหตุการณ์วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1967 และการศึกษาเกี่ยวกับสังคมพม่า,” วารสารเอเชียอาคเนย์ศึกษาของไต้หวัน, เล่มที่ 3 (ค.ศ. 2006) : 47-72.
click to download PDF