ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้และกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทะเล ลี จินหมิง
ปักกิ่ง สำนักพิมพ์ไชนาโอเชียน 2003
วิจารณ์โดยหยัง ชุยปว๋อ
volume 10


NEWS


ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้และกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทะเลเขียนโดยศาสตราจารย์หลี่ จินหมิงผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกประจำศูนย์วิจัยด้านการศึกษาเอเชียแห่งมหาวิทยาลัยเซียะเหมิน หนังสือเล่มนี้เป็นงานชิ้นใหม่ของเขาที่มีส่วนรักษาอธิปไตยของจีนเหนือน่านน้ำในทะเลจีนใต้และช่วย ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเขตนี้ด้วยสันติวิธี
หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยตัวอักษรจีนทั้งหมด 164,000 ตัว แบ่งออกเป็น 11 บทดังนี้ 1. ความขัดแย้งว่าด้วยอธิปไตยเหนือน่านน้ำในทะเลจีนใต้ในปัจจุบัน 2. แนวการศึกษาเรื่องอธิปไตยของจีนเหนือน่านน้ำในทะเล จีนใต้ ในศตวรรษที่ 21 3. ที่มา วิวัฒนาการและสถานการณ์ปัจจุบันเรื่องแนวพรมแดนซึ่งไม่ต่อเนื่องกันของ จีนในน่านน้ำทะเลจีนใต้ 4. แนวพรมแดนแถบหมู่เกาะหนานชาและน่านน้ำบริเวณใกล้เคียงซึ่งเวียดนามอ้างอธิปไตย 5. แนวพรมแดน แถบหมู่เกาะหนานชาและน่านน้ำบริเวณใกล้เคียงซึ่งฟิลิปปินส์อ้างอธิปไตย 6. แนวพรมแดนแถบหมู่เกาะหนานชาและน่านน้ำบริเวณใกล้เคียงซึ่งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไนอ้างอธิปไตย 7. เหตุการณ์แนวประการัง Mischief Reef (เหม่ยจี้ เจียว) 8. แรงผลักดันให้มีการปรับกองทัพฟิลิปปินส์ให้ทันสมัยหลังเหตุการณ์แนวปะการัง Mischief Reef (เหม่ยจี้ เจียว)และข้อตกลงกองกำลังเยือนระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา 9. กิจกรรมของฟิลิปปินส์บนเกาะหวางเหยียนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 10. หมู่เกาะหนานชาที่ปรากฏในแผนที่เดินเรือของเจิ้งเหอและหนังสือประวัติศาตร์จีน และ 11. พัฒนาการทรัพยากรน้ำมันรอบๆ หมู่เกาะหนานชาและโอกาสในการระงับข้อพิพาท
ความก้าวหน้าทางการวิจัยในหนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้เขียนได้ศึกษาเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับทะเลจีนใต้อย่างละเอียดลึกซึ้ง และยกระดับผู้เขียนให้เป็นผู้นำในสาขาของตนทั้งในประเทศและต่างประเทศ หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงประเด็นต่างๆ ที่เราควรสนใจ
ประการแรก ตามทฤษฎีพื้นฐานต่างๆ ในสาขากฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล การวิจัยของผู้เขียนครอบคลุมถึงเรื่องของการปักปันเขตแดนในเขตเศรษฐศาสตร์จำเพาะและไหล่ทวีปในประเทศต่างๆ ที่มีพรมแดนติดกับทะเลจีนใต้ การวิจัยรวมทั้งหนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นว่าจีนมีอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้ หักล้างข้อโต้แย้งและคำกล่าวอ้างผิดๆ ของเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และประเทศอื่นๆ ทั้งยังรักษาอธิปไตยของจีนเหนือน่านน้ำในทะเลจีนใต้และ ปกป้องสิทธิ์ประโยชน์จากน่านน้ำของจีนอีกด้วย
ประการที่สอง จากการวิจัยจากเอกสารและทฤษฎีเชิงประวัติศาสตร์ตามกฎหมาย ผู้เขียนวิเคราะห์พรมแดนที่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไนอ้างอธิปไตย ทำให้เรามีความรู้เกี่ยวกับคำกล่าวอ้างนี้อย่างชัดเจนและเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญให้หน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐซึ่งเกี่ยวข้องใช้ในการหามาตรการตอบโต้และร่างนโยบายที่เกี่ยวข้อง
ประการที่สาม หนังสือเล่มนี้มีแผนที่และแผนผังเป็นจำนวนมากซึ่งเพิ่มคุณค่าให้แก่หนังสือยิ่ขึ้น ด้วยแผนที่และแผนผังเหล่านี้ ผู้อ่านและผู้วางนโยบายในรัฐบาลจีนจะได้เห็นภาพและมีความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับพรมแดนแถบหมู่เกาะหนานชาและน่านน้ำบริเวณใกล้เคียงที่ประเทศอื่นอ้างอธิปไตย นอกจากนี้แผนที่และแผนผังเหล่านี้ยังทำให้ผลการวิจัยแม่นยำและมีหลักเกณฑ์
ประการที่สี่ เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างจีนและฟิลิปปินส์เป็นหัวข้อใน 4 บทจาก 11 บท ซึ่งผู้เขียนมีข้อเสนอและการวิเคราะห์ที่แสดงแนวคิดอันแปลกใหม่และความรู้และการวิจัยอันลึกซึ้งของเขา ใน 4 บทนี้ ผู้เขียนสรุปและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการ เป้าหมาย และคำแก้ตัวต่างๆ ที่พึ่งมีในเรื่องของเหตุการณ์แนวประการัง Mischief Reef (เหม่ยจี้ เจียว)ซึ่งฟิลิปปินส์จุดชนวนขึ้น และในเรื่องของการปรับกองทัพฟิลิปปินส์ให้ทันสมัยหลังเหตุการณ์ดังกล่าว รวมไปถึงการร่วมมือทางการทหารระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลังจากนั้นฟิลิปปินส์ก็ขยายแนวพรมแดนที่กำลังเป็นที่ขัดแย้งกันอยู่ ออกไปทางเหนือและก่อให้เกิดเหตุการณ์เกาะหวางเหยียนขึ้น ผู้เขียนหักล้างและวิพากษ์วิจารณ์ข้อโต้แย้งผิดๆ บางประการ อาทิ “เกาะหวางเหยียนตั้งอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์” และ “เกาะหวางเหยียนตั้งอยู่ภายในเขตแดนของฟิลิปปินส์”
ประการที่ห้า ผู้เขียนให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ ที่มา วิวัฒนาการและสถานการณ์ปัจจุบันเรื่องแนวพรมแดนซึ่ง ไม่ต่อเนื่องกันของจีนในทะเลจีนใต้ ดังที่ทราบกันดีว่าในปี ค.ศ. 1935 รัฐบาลจีนอ้างอธิปไตยเหนือน่านน้ำของ ตนในทะเลจีนใต้ โดยตีพิมพ์เผยแพร่ชื่อของหมู่เกาะพร้อมทั้งเแนวประการังต่างๆ ในปี ค.ศ.1947 กรมเขตแดนแห่งกระทรวงการพลเรือนได้ทำการกำหนดแนวพรมแดนในหมู่เกาะและแนวประการังหนานไห่และออกมาประกาศแนวพรมแดนซึ่งไม่ต่อเนื่องกัน 11 แนว ในปี ค.ศ.1953 รัฐบาลจีนได้ปรับเปลี่ยนจาก 11 แนวพรมแดน ให้เหลือ 9 แนวพรมแดน ในปี ค.ศ.1996 รัฐบาลจีนได้กำหนดอาณาเขตทางทะเลของหมู่เกาะซี่ชาในทะเลจีนใต้ด้วยแนวเส้นตรง ผู้เขียนเชื่อมโยงปัญหาแนวพรมแดนในทะเลจีนใต้เข้ากับการปักปันอาณาเขตทางทะเลของหมู่เกาะซี่ชา จึงเป็นการเชื่อมอดีตเข้ากับปัจจุบัน การทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการอธิบายแก้ตัวและเสนอข้อวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์และนิติศาสตร์ในการที่จีนกำหนดแนวพรมแดนทางทะเลของหมู่เกาะซี่ชา ความยากประการหนึ่งเกี่ยวกับการวิจัยเรื่องความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ได้แก่การจะประสานหลักฐานกิจกรรมทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ที่จีนได้กระทำให้เข้ากับกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่ซึ่งจีนได้กระทำ ในการนี้ศาสตราจารย์หลีได้ทำการวิจัยอันมีค่ายิ่งไว้อย่างไม่มีข้อกังขา
ประการที่หก เมื่อในปัจจุบันพลังงานเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งๆ ขึ้นสำหรับจีน ผู้เขียนอภิปรายถึงความเป็นไปได้ที่จีนจะพัฒนาทรัพยากรน้ำมันในทะเลจีนใต้ร่วมกับประเทศอื่นๆ ที่มีอาณาเขตติดต่อกัน หนังสือเล่มนี้จึงมี ความสำคัญในเชิงปฏิบัติเนื่องจากเป็นแหล่งอ้างอิงที่มีประโยชน์สำหรับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเมื่อต้องวางนโยบายเกี่ยวกับทะเลจีนใต้หรือพยายามแก้ปัญหาในการปักปันอาณาเขต
ประการที่เจ็ด ผู้เขียนได้ทำการวิจัยเป็นพิเศษเกี่ยวกับหมู่เกาะหนานชา โดยเทียบกับแผนที่เดินเรือของเจิ้งเหอ และสรุปว่าการเดินเรือ 7 ครั้งของเจิ้งเหอในช่วงต้นราชวงศ์หมิงนำมาซึ่งความรู้อย่างละเอียดเรื่องที่ตั้งและ ดินแดนต่างๆ ของหมู่เกาะเหล่านี้ซึ่งปรากฏอยู่ในแผนที่เดินเรือเหล่านั้น ระหว่างเกาะไห่หนานและเกาะซู เหล่า เร่อของเวียดนาม ทางตะวันตกของวูจูโจว ทางตะวันออกของเกาะช่างชวนในมณฑลกวางตุ้ง และทางตะวันออกของเกาะต๋าโจว ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเขตหวั่นโจวบนเกาะไห่หนาน แผนที่เดินเรือของเจิ้งเหอระบุชัดว่าเป็นที่ตั้งของหมู่เกาะสื่อซิง สือถัง สือถังและว่านเซิ่ง สือถัง อวี้ซึ่งหมายถึงหมู่เกาะจงซาในหมู่เกาะหนานชา หมู่เกาะหย่งเล่อ และหมู่เกาะชวนเต๋ในหมู่เกาะซี่ชาตามลำดับ แผนที่เดินเรือเหล่านี้สอดคล้องกับบันทึกอื่นๆ ในภายหลัง ผู้เขียนอภิปรายต่อไปเกี่ยวกับบันทึกราชวงศ์ชิงที่เกี่ยวข้องและสรุปว่าชาวจีนเป็นพวกแรกที่ค้นพบและปกครองครองหมู่เกาะหนานชาและหมู่เกาะหนานชาก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนนับตั้งแต่นั้นมา
สรุปได้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ควรอ่านสำหรับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในรัฐบาลจีน นักวิชาการ และชาวจีนซึ่งสนใจเรื่องอธิปไตยของประเทศเหนือน่านน้ำในทะเลจีนใต้ หากจะให้ผมชี้ถึงข้อด้อยของหนังสือเล่มนี้ ก็คงเป็นว่าควรจะมีการเรียงลำดับบทต่างๆ เสียใหม่ อย่างไรก็ตามข้อด้อยนี้ก็ไม่มีวันที่จะบดบังความสำเร็จทางวิชาการของหนังสือเล่มนี้ได้
หยัง ชุยปว๋อเป็นศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเสฉวนในเมืองเฉิงตู บทวิจารณ์นี้ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในวารสารสถานการณ์ในจีนตะวันออกเฉียงใต้ ฉบับที่ 4 ปี 2004
Kyoto Review of Southeast Asia
Issue 10 (August 2008)
© Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University
KYOTO REVIEW OF SOUTHEAST ASIA GRATEFULLY ACKNOWLEDGES THE SUPPORT OF THE TOYOTA FOUNDATION.
Designed and developed by SQUEAKYSTUDIOS for CSEAS
click to download PDF